เมื่อเราคิดค้นสิ่งใหม่มาแล้ว แต่ยังลังเลอยู่ว่าควรจด ‘สิทธิบัตรการประดิษฐ์’ หรือ ‘อนุสิทธิบัตร’ ดี? ไม่ต้องเดาเอาเอง เพราะทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันชัดเจน และการเลือกผิดตั้งแต่ต้นอาจทำให้เสียทั้งเวลาและงบประมาณโดยใช่เหตุ บทความนี้ AKIP Venture จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่นิยาม หลักเกณฑ์ ไปจนถึงตารางเปรียบเทียบที่ดูแล้วตัดสินใจได้ทันที
Table of Contents
สิทธิบัตรกับอนุสิทธิบัตรต่างกันตรงไหน ใครควรรู้บ้าง?
ในโลกของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1 คุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการผลิต สูตร กระบวนการ อุปกรณ์ ระบบการทำงาน ได้แก่ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตร
กลุ่มที่ 2 คุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
ซึ่งทั้งสามประเภทเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยให้เจ้าของผลงานมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ใช้ หรือจำหน่ายสิ่งประดิษฐ์นั้น แต่จะเลือกรูปแบบไหนในการคุ้มครองขึ้นอยู่กับลักษณะผลงาน เป้าหมายธุรกิจ และความพร้อมขององค์กร โดยในบทความนี้ AKIP Venture จะพาคุณมาทำความเข้าใจการคุ้มครองของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตร เนื่องจากทั้งสองประเภทมักถูกนำมาใช้กับผลงานที่เป็นการพัฒนาหรือปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังสับสนในการเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะสิ่งประดิษฐ์และเป้าหมายทางธุรกิจ
โดยผู้ที่ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ได้แก่ นักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องการต่อยอดงานวิจัยสู่การพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานนวัตกรรม รวมถึงภาคเอกชนตั้งแต่ SME ไปจนถึงบริษัทมหาชนที่กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
สิทธิบัตรการประดิษฐ์คืออะไร?
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Patent) คือ หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ที่มีความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ โดยผู้ถือสิทธิบัตรจะได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์นั้น สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุการคุ้มครอง 20 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ และคุ้มครองในประเทศที่ยื่นจดเท่านั้น
สิทธิบัตรการประดิษฐ์เหมาะกับใคร?
สิทธิบัตรการประดิษฐ์เหมาะสำหรับนักวิจัย มหาวิทยาลัย และบริษัทที่มีทีม R&D ซึ่งพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนสูงและต้องการการคุ้มครองในระยะยาว รวมถึงผู้ที่วางแผนขยายธุรกิจในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังเหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้สิทธิบัตรเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การร่วมทุน หรือการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่นวัตกรรมมีมูลค่าสูง เช่น เทคโนโลยี เวชภัณฑ์ และวิศวกรรม
หลักเกณฑ์สำคัญของสิทธิบัตรการประดิษฐ์
เพื่อให้การประดิษฐ์ได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อดังนี้
- สิ่งประดิษฐ์ต้องมีความใหม่ (Novelty) — ต้องไม่เคยถูกเปิดเผยหรือใช้งานที่ใดในโลกมาก่อน นับเป็นเงื่อนไขการขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับความใหม่ ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำใครไม่ว่าจะในรูปแบบสิ่งพิมพ์ งานวิจัย หรือการจำหน่ายสินค้า หากมีการเปิดเผยก่อนวันยื่นคำขอ อาจทำให้สูญเสียคุณสมบัติด้านความใหม่ได้
- ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive Step) — สิ่งที่คิดค้นต้องไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชำนาญการทั่วไปในสาขานั้นสามารถคาดคะเนผลลัพธ์ได้โดยง่าย กล่าวคือ ต้องมีความแตกต่างเชิงเทคนิคที่มีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยหรือรวมสิ่งที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกันแบบทั่วไป นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีความซับซ้อนกว่าอนุสิทธิบัตร
- ต้องสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicability) — ต้องสามารถนำไปผลิต ใช้ หรือใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี สมมติฐาน หรือสิ่งที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
ตัวอย่างผลงานที่เหมาะกับการจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์
- กระบวนการผลิตหรือสูตรทางเคมีที่พัฒนาขึ้นใหม่
- อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีกลไกนวัตกรรม
- เทคโนโลยีการผลิตพลังงานรูปแบบใหม่
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเลือกจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์
สิทธิบัตรใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบค่อนข้างนาน โดยเฉลี่ยประมาณ 3–5 ปี กว่าจะได้รับการอนุมัติ และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าอนุสิทธิบัตร ทั้งในขั้นตอนการยื่นคำขอและค่าธรรมเนียมในการรักษาสิทธิในระยะยาว นอกจากนี้ กระบวนการเขียนข้อถือสิทธิ (Claims) ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง เนื่องจากข้อถือสิทธิเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดขอบเขตความคุ้มครองของสิทธิบัตรทั้งหมด
อนุสิทธิบัตรคืออะไร?
อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) คือการคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่ใช้กับสิ่งประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อน โดยเน้นเงื่อนไขความใหม่และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเป็นหลัก อนุสิทธิบัตรมีอายุการคุ้มครองสูงสุด 10 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ
อนุสิทธิบัตรเหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ SME นักวิจัย และหน่วยงานที่ต้องการปกป้องไอเดียให้รวดเร็วก่อนออกสู่ตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หลักเกณฑ์ของอนุสิทธิบัตร
- สิ่งประดิษฐ์ต้องมีความใหม่ (Novelty) — สิ่งประดิษฐ์ต้องไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน ก่อนวันยื่นคำขอ เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ผ่านเอกสาร สิ่งพิมพ์ การจำหน่ายสินค้า หรือการใช้งานในทางการค้า
- ต้องสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicability) — เหมือนกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยต้องสามารถนำไปผลิต ใช้ หรือใช้ประโยชน์ได้จริงในอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์
ตัวอย่างผลงานที่มักจดอนุสิทธิบัตร
- อุปกรณ์ครัวเรือนที่มีการปรับปรุงการใช้งาน
- ชิ้นส่วนเครื่องจักรที่พัฒนาต่อยอดจากของเดิม
- ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือเครื่องสำอางที่มีสูตรใหม่
จุดเด่นของอนุสิทธิบัตรที่คนมองข้าม
นอกจากขั้นตอนที่รวดเร็วกว่าแล้ว อนุสิทธิบัตรยังมีข้อดีที่หลายคนมองข้าม คือ สามารถใช้เป็นฐานในการพัฒนาต่อยอดและยื่นคำขอเป็นสิทธิบัตรได้ในภายหลัง โดยไม่ต้องยื่นคำขอใหม่ แต่ต้องยื่นขอเปลี่ยนประเภทก่อนรับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร อีกทั้งอนุสิทธิบัตรยังเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถนำไปใช้ประกอบการเจรจาทางธุรกิจ อ้างอิงเพื่อขอสินเชื่อ หรือสนับสนุนการระดมทุนได้ รวมถึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมของธุรกิจได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
เปรียบเทียบชัด ๆ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ vs อนุสิทธิบัตร
หากยังตัดสินใจไม่ได้ ตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้จะช่วยให้มองภาพรวมได้ชัดขึ้น
รายการ | สิทธิบัตรการประดิษฐ์ | อนุสิทธิบัตร |
อายุคุ้มครอง | 20 ปี | 10 ปี |
ระยะเวลาพิจารณา | 3-5 ปี (โดยประมาณ) | 1-2 ปี (โดยประมาณ) |
ขั้นการประดิษฐ์ | ต้องสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ | ไม่บังคับ |
ค่าธรรมเนียมยื่น | สูงกว่า | ต่ำกว่า |
ความซับซ้อนของเอกสาร | สูง | ปานกลาง |
ความแตกต่างด้านคุณสมบัติ
ความต่างที่สำคัญคือ ขั้นการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ต้องการ “ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” ซึ่งหมายความว่าต้องไม่เป็นสิ่งที่ผู้มีความรู้หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ สามารถคาดคะเนผลลัพธ์ได้โดยง่าย พูดง่าย ๆ คือต้องเป็นการคิดค้นที่ “ก้าวข้าม” จากสิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงหรือต่อยอดเพียงเล็กน้อย ส่วนอนุสิทธิบัตรไม่มีเกณฑ์นี้ เพียงแค่สิ่งประดิษฐ์มีความใหม่และสามารถนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมได้จริงก็เพียงพอ ทำให้สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นการพัฒนาต่อยอดหรือปรับปรุงจากของเดิมมีโอกาสผ่านได้ง่ายกว่า
ความแตกต่างด้านระยะเวลาและอายุคุ้มครอง
ระยะเวลาและอายุคุ้มครอง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนให้น้ำหนักมากในการตัดสินใจ โดยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ให้ความคุ้มครองยาวนานถึง 20 ปี แต่ต้องแลกกับกระบวนการที่ใช้ระยะเวลาหลายปี ในขณะที่อนุสิทธิบัตรมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็วกว่าและสามารถต่ออายุได้ รวมสูงสุด 10 ปี ซึ่งโดยทางปฏิบัติมักเพียงพอกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในตลาด
ความแตกต่างด้านขั้นตอนและระยะเวลาพิจารณา
สำหรับขั้นตอนการจดสิทธิบัตรโดยทั่วไป ทั้งสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรจะผ่านกระบวนการยื่นคำขอ การตรวจสอบเบื้องต้น และการประกาศโฆษณา แต่สิทธิบัตรการประดิษฐ์ยังต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหา (Substantive Examination) ซึ่งใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายสูงกว่า ขณะที่อนุสิทธิบัตรไม่ผ่านขั้นตอนนี้ จึงสามารถได้รับหนังสือสำคัญได้รวดเร็วกว่า
ความแตกต่างด้านค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ค่าใช้จ่ายโดยรวมขึ้นอยู่กับประเภทการคุ้มครอง แต่โดยทั่วไป อนุสิทธิบัตรมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ทั้งในส่วนค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการ เนื่องจากไม่มีขั้นตอนการตรวจสอบเนื้อหาและระยะเวลาการคุ้มครองที่สั้นกว่า
เลือกจดแบบไหนดี ให้เหมาะกับผลงานของคุณ
ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า เพราะการเลือกประเภทการคุ้มครองควรพิจารณาจากลักษณะผลงาน กลยุทธ์ธุรกิจ และแผนการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เป็นหลัก
ควรเลือกสิทธิบัตรการประดิษฐ์เมื่อไหร่?
เลือกสิทธิบัตรการประดิษฐ์เมื่อสิ่งประดิษฐ์ของคุณมีระดับนวัตกรรมสูง และสามารถผ่านเกณฑ์สำคัญ ได้แก่ ความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และความสามารถในการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม โดยการคุ้มครองรูปแบบนี้เหมาะกับผลงานที่ต้องการสิทธิผูกขาดในเชิงเทคโนโลยีอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการลอกเลียนหรือการใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตในระยะยาว และหากมีแผนขยายการคุ้มครองไปต่างประเทศ การเลือกสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะช่วยรองรับกระบวนการยื่นระหว่างประเทศ เช่น ภายใต้ระบบ Patent Cooperation Treaty (PCT) ซึ่งเอื้อต่อการวางกลยุทธ์ตลาดและการปกป้องเทคโนโลยีในหลายประเทศได้อย่างเป็นระบบ
ควรเลือกอนุสิทธิบัตรเมื่อไหร่?
เลือกอนุสิทธิบัตรเมื่อสิ่งประดิษฐ์เป็นการพัฒนาหรือปรับปรุงจากเทคโนโลยีเดิม ต้องการได้รับความคุ้มครองรวดเร็ว ใช้ต้นทุนไม่สูง และเหมาะกับผลิตภัณฑ์ประเภทที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงต้องมีความใหม่และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และถ้าอยากรู้ว่าผลงานของคุณจัดอยู่ในประเภทของสิทธิบัตรแบบไหน ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้
จดสิทธิบัตรเองได้ไหม หรือควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ
คำถามนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก และคำตอบตรง ๆ คือ — จดเองได้ แต่มีความเสี่ยง กฎหมายไทยเปิดโอกาสให้ผู้ประดิษฐ์ยื่นคำขอด้วยตัวเองได้โดยตรงที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่ขั้นตอนการยื่น แต่เป็นการเขียนข้อถือสิทธิ (Claims) ให้รัดกุมและครอบคลุมพอที่จะป้องกันการละเมิดได้จริงในอนาคต
ข้อดีข้อเสียของการยื่นจดทะเบียนด้วยตัวเอง
ข้อดี: ประหยัดค่าที่ปรึกษาหรือค่าตัวแทนสิทธิบัตร และทำให้ผู้ยื่นเข้าใจกระบวนการ ขั้นตอน และเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองโดยตรง
ข้อเสีย: การร่างคำขอ โดยเฉพาะการเขียนข้อถือสิทธิที่ไม่รัดกุมอาจทำให้ขอบเขตการคุ้มครองแคบกว่าที่ควร หรือเสี่ยงถูกปฏิเสธจากนายทะเบียนของกรมทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความผิดพลาดเล็กน้อยในเอกสารอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง โดยเฉพาะในกรณีเกิดข้อพิพาท
ทำไมผู้ประกอบการเลือกให้ AKIP Venture ดูแล
AKIP Venture ให้บริการจดสิทธิบัตรครบวงจร ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านสิทธิบัตร ครอบคลุมทั้งงานในสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ พร้อมให้คำแนะนำเบื้องต้นฟรี ช่วยวิเคราะห์ความสามารถในการจดก่อนลงทุน และดูแลกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งในไทยและต่างประเทศ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร
ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้างไหม? เรื่องสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมีรายละเอียดทางกฎหมายและขั้นตอนที่ดูซับซ้อนในช่วงแรก เป็นเรื่องปกติมากที่จะมีคำถามตามมา เราจึงรวบรวมคำถามที่ได้รับบ่อยที่สุด พร้อมคำตอบจากทีมผู้เชี่ยวชาญไว้ที่นี่ เพื่อให้คุณมีข้อมูลครบเพียงพอต่อการตัดสินใจ
1. สิทธิบัตรกับลิขสิทธิ์ต่างกันอย่างไร?
สิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ กระบวนการ หรือเทคโนโลยีที่เจ้าของผลงานต้องยื่นคำขอจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และต้องผ่านการพิจารณาก่อนจึงจะได้รับสิทธิในการผลิต ใช้ จำหน่าย หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิ่งประดิษฐ์นั้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนลิขสิทธิ์คุ้มครองงานสร้างสรรค์เช่น งานเขียน ดนตรี ภาพถ่าย งานศิลปะ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยสิทธิจะเกิดขึ้นอัตโนมัติทันทีที่สร้างสรรค์ผลงาน โดยไม่ต้องจดทะเบียน
2. การจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทย จะคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยหรือไม่?
ใช่ การจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรในไทยจะคุ้มครองเฉพาะในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงประเทศอื่นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น หากต้องการได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศ จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนในแต่ละประเทศ หรือใช้ระบบยื่นคำขอระหว่างประเทศ PCT (Patent Cooperation Treaty) โดยที่ผู้ยื่นคำขอสามารถขอรับความคุ้มครองในหลายประเทศ โดยการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว
3. จดอนุสิทธิบัตรก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสิทธิบัตรได้ไหม?
ไม่สามารถแปลงสถานะของคำขอที่ยื่นแล้วจากอนุสิทธิบัตรเป็นสิทธิบัตรได้ได้โดยตรง แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นคำขอสิทธิบัตรใหม่สำหรับสิ่งประดิษฐ์เดียวกันได้ หากยังไม่สูญเสียเงื่อนไขความใหม่ และต้องพิจารณาประเด็นการเปิดเผยผลงานหรือเอกสารคำขอเดิมที่อาจกระทบต่อการพิจารณา ดังนั้น แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
4. ถ้าขายสินค้าก่อนไปแล้ว ยังจดได้หรือไม่?
นี่คือจุดสำคัญที่หลายคนพลาด! หากมีการเปิดเผยหรือจำหน่ายสิ่งประดิษฐ์ก่อนยื่นคำขอ อาจทำให้สูญเสีย “ความใหม่” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของสิทธิบัตรดังนั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่หรือทำการตลาด
5. สิ่งประดิษฐ์แบบไหนที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรได้?
กฎหมายไทยกำหนดสิ่งที่ไม่สามารถรับความคุ้มครองไว้หลายประเภท ได้แก่ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ วิธีวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ พืช สัตว์ หรือสารสกัดจากธรรมชาติ และสิ่งที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรม หรือสาธารณประโยชน์ สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่การประดิษฐ์ที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรในประเทศไทยได้
6. ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร?
สำหรับอนุสิทธิบัตร ระยะเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1–2 ปี ส่วนสิทธิบัตรใช้เวลานานกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3–5 ปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสิ่งประดิษฐ์ ภาระงานของกรมฯ ที่พิจารณา และขึ้นอยู่กับกลุ่มเทคโนโลยีในแต่ละประเภทในช่วงเวลานั้น
7. ถ้ามีคนลอกเลียนแบบก่อนที่สิทธิบัตรจะได้รับอนุมัติ ทำอย่างไรได้บ้าง?
ในกรณีที่มีผู้อื่นลอกเลียนแบบระหว่างที่คำขอยังอยู่ระหว่างการพิจารณา คุณมีสถานะเป็น “ผู้ยื่นขอ” ซึ่งสามารถแจ้งเตือนหรือแสดงสิทธิว่ากำลังดำเนินการจดทะเบียนต่อผู้ที่ละเมิดได้ แม้ยังไม่สามารถฟ้องละเมิดได้เต็มรูปแบบจนกว่าจะได้รับการจดทะเบียน แต่เมื่อสิทธิบัตรได้รับอนุมัติแล้ว สามารถเรียกร้องค่าเสียหายย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ประกาศโฆษณาคำขอ ทั้งนี้ แนะนำให้เก็บหลักฐานการละเมิดไว้ทุกรูปแบบ
สรุป
สิทธิบัตรการประดิษฐ์เหมาะสำหรับสิ่งประดิษฐ์ที่มีนวัตกรรมสูง ต้องการคุ้มครองในระยะยาว และพร้อมลงทุนด้านเวลาและทรัพยากรอื่น ๆ ส่วนอนุสิทธิบัตรเหมาะสำหรับสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นการพัฒนาหรือปรับปรุงต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม ต้องการได้รับความคุ้มครองที่รวดเร็ว ใช้ต้นทุนต่ำกว่า โดยทั้งสองประเภทต่างมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ สิ่งสำคัญคือการเลือกประเภทให้ตรงกับเป้าหมายธุรกิจและลักษณะสิ่งประดิษฐ์ของคุณ
เลือกประเภทการคุ้มครองให้เหมาะกับผลงาน ก่อนยื่นคำขอ
สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมีเงื่อนไข ระยะเวลาคุ้มครอง และความเหมาะสมกับผลงานที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างก่อนยื่นคำขอจึงช่วยให้เจ้าของผลงานวางแผนคุ้มครองนวัตกรรมได้อย่างรอบคอบมากขึ้น หากคุณมีสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ หรือเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรยื่นเป็นสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษา ประเมินแนวทางเบื้องต้น และช่วยวางแผนการคุ้มครองให้เหมาะสมกับลักษณะของผลงานและเป้าหมายทางธุรกิจ
ปรึกษาการเลือกสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรกับ AKIP Venture
📞 โทร. 065-989-9815
💬 Line ID: @akipventure (อย่าลืมใส่ @)



