หลายคนมีไอเดียหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ขึ้นมา แต่พอถึงเวลาอยากปกป้องผลงาน กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน บทความนี้ AKIP Venture จะพาคุณไปทำความเข้าใจ การจดอนุสิทธิบัตรตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ หรือผู้ประกอบการภาคเอกชน
Table of Contents
อนุสิทธิบัตรคืออะไร และเหมาะกับใคร?
อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) คือหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีลักษณะไม่ซับซ้อน หรือเป็นการปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ “ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” เหมือนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทั่วไป ทำให้กระบวนการพิจารณารวดเร็วกว่า และเหมาะกับนักประดิษฐ์หน้าใหม่หรือ SME ที่ต้องการคุ้มครองนวัตกรรมในราคาที่จับต้องได้
อนุสิทธิบัตรเหมาะกับใครบ้าง?
- นักวิจัย/อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีผลงานวิจัยพร้อมนำไปใช้ประโยชน์
- หน่วยงานภาครัฐที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์
- ผู้ประกอบการ SME ที่ปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์
- บริษัทเอกชนที่ต้องการปกป้องนวัตกรรมใหม่อย่างรวดเร็ว
ก่อนจดอนุสิทธิบัตร ต้องเช็กอะไรบ้าง?
ก่อนจะยื่นเอกสารต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบก่อนเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้คำขอถูกปฏิเสธตั้งแต่ต้น และช่วยให้ขั้นตอนการจดอนุสิทธิบัตรดำเนินไปได้อย่างราบรื่นที่สุด
1. หลักเกณฑ์สำคัญของการจดอนุสิทธิบัตร
ตามหลักเกณฑ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด สิ่งประดิษฐ์ที่จะขอรับความคุ้มครองอนุสิทธิบัตรได้ต้องมีคุณสมบัติครบ 2 ข้อนี้
1.1 ต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (Novelty)
สิ่งประดิษฐ์ต้องไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน ว่าจะเป็นการใช้งาน การจำหน่าย การนำเสนอในงานสัมมนา หรือมีปรากฏในเอกสารสิทธิบัตรที่ใดมาก่อนในโลก หากมีการเปิดเผยก่อนวันยื่นคำขอ สามารถทำให้สูญเสียคุณสมบัติความใหม่ได้ ดังนั้นการวางแผนยื่นคำขอก่อนการเผยแพร่ผลงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ
1.2 ต้องสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicability)
สิ่งประดิษฐ์ต้องสามารถนำไปใช้งานจริงในเชิงอุตสาหกรรมได้ หมายถึงสิ่งประดิษฐ์ต้องมีลักษณะเป็นผลงานเชิงเทคนิคที่สามารถผลิต ใช้งาน หรือให้ผลลัพธ์ได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือทฤษฎีที่ยังไม่มีรูปแบบการใช้งานที่ชัดเจน เช่น อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อเข่าที่ออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อลดแรงกด หรือกรรมวิธีการหมักที่ช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหาร สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปผลิตหรือนำไปใช้ได้จริง จึงผ่านเกณฑ์ข้อนี้ ในทางกลับกัน แนวคิดอย่าง “วิธีคิดเชิงบวกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ไม่มีรูปร่างที่จับต้องได้ จึงไม่สามารถจดอนุสิทธิบัตรได้
2. สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่สามารถจดอนุสิทธิบัตรได้
ไม่ใช่ทุกผลงานที่จะขอรับความคุ้มครองได้ กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นของสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่สามารถจดอนุสิทธิบัตรไว้ชัดเจน ดังนี้ สิ่งมีชีวิตและส่วนประกอบที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์, ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์, วิธีการวินิจฉัยหรือรักษาโรคในมนุษย์หรือสัตว์, และสิ่งประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ตัวอย่างกรณีที่คำขอมักถูกปฏิเสธจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา
- สิ่งประดิษฐ์ที่เคยถูกเปิดเผยก่อนวันยื่นคำขอ เช่น นำเสนอในการประชุม ลงบทความ หรือวางจำหน่ายแล้ว
- คำขอที่รายละเอียดการประดิษฐ์ไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถทำซ้ำได้
- ข้อถือสิทธิกว้างเกินจริง หรือขัดแย้งกับรายละเอียดที่แสดงไว้
- สิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนหรือคล้ายกับสิทธิบัตรที่มีอยู่ก่อนแล้วจากการสืบค้นฐานข้อมูล Prior Art
ขั้นตอนการจดอนุสิทธิบัตรแบบละเอียด
เมื่อตรวจสอบหลักเกณฑ์และเตรียมความพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาเข้าสู่ขั้นตอนการจดอนุสิทธิบัตร ซึ่งมี 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร
ยื่นแบบพิมพ์คำขอพร้อมเอกสารครบชุด และชำระค่าธรรมเนียมยื่นคำขอ 250 บาท ที่ส่วนบริหารงานจดทะเบียน ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา จ.นนทบุรี หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้คือ ข้อถือสิทธิ (Claims) ซึ่งเป็นหัวใจของคำขอ เพราะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความคุ้มครอง
ขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบคำขอและการแก้ไข
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคำขอว่าเอกสารครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ หากพบข้อบกพร่อง จะแจ้งให้ผู้ขอหรือตัวแทนทราบเพื่อแก้ไข โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้ง หากไม่แก้ไขภายในกำหนด คำขออาจถูกถอน
ขั้นตอนที่ 3 การรับจดทะเบียนและประกาศโฆษณา
เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว กรมฯ จะรับจดทะเบียนและประกาศโฆษณาคำขอ ซึ่งผู้ขอต้องชำระค่าธรรมเนียมการรับจดทะเบียน ออกอนุสิทธิบัตร และประกาศโฆษณา 500 บาท จากนั้นคำขอจะถูกประกาศต่อสาธารณะเป็นเวลา 90 วัน
ขั้นตอนที่ 4 การคัดค้านจากบุคคลภายนอก (ถ้ามี)
ในช่วง 90 วันที่ประกาศโฆษณา บุคคลภายนอกที่มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นคัดค้านได้ หากมีการคัดค้าน ผู้ขอมีสิทธิชี้แจงต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากไม่มีการคัดค้านหรือผ่านกระบวนการเรียบร้อยแล้ว อนุสิทธิบัตรจะออกให้แก่ผู้ขอ
เอกสารที่ใช้ในการจดอนุสิทธิบัตร
ก่อนไปยื่นคำขอ ควรเตรียมเอกสารให้ครบและถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะเอกสารไม่ครบเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ขั้นตอนล่าช้า เอกสารที่ต้องใช้มีดังนี้
- แบบคำขอรับอนุสิทธิบัตร (สป/สผ/อสป/001-ก)
- รายละเอียดการประดิษฐ์, ข้อถือสิทธิ (Claims), บทสรุปการประดิษฐ์, ภาพเขียน (ถ้ามี)
- เอกสารแสดงความเป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตร
- หนังสือมอบอำนาจ
หมายเหตุสำหรับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐ: กรณีที่ผู้ประดิษฐ์เป็นบุคลากรและนักวิจัย มักต้องแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น หนังสือมอบอำนาจ หรือสัญญาจ้างงานที่ระบุความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ควรตรวจสอบนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัดก่อนด้วย
ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจดอนุสิทธิบัตร
อนุสิทธิบัตรมีกระบวนการตรวจสอบที่เร็วกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เนื่องจากไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาเชิงลึกก่อนออกใบรับรอง โดยใช้เวลาโดยรวมประมาณ 1–2 ปี นับจากวันยื่นคำขอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเอกสารและปริมาณคำขอที่กรมฯ รับในช่วงนั้น ส่วนค่าธรรมเนียมราชการรวมทุกขั้นตอนอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท เท่านั้น
ค่าธรรมเนียมราชการ (แยกตามขั้นตอน):
- ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร: 250 บาท
- รับจดทะเบียนและประกาศโฆษณา: 500 บาท
- คำขอแก้ไขเพิ่มเติม (ถ้ามี): 50 บาท/ครั้ง
อายุความคุ้มครองและการต่ออายุอนุสิทธิบัตร
อนุสิทธิบัตรมีอายุความคุ้มครอง 6 ปีนับจากวันที่ยื่นคำขอ และผู้ทรงสิทธิสามารถต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมสูงสุด 10 ปี โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเริ่มตั้งแต่ปีที่ 5 (750 บาท) และปีที่ 6 (1,500 บาท) หากต้องการต่ออายุครั้งที่ 1 (ปีที่ 7–8) ต้องชำระ 6,000 บาท และต่ออายุครั้งที่ 2 (ปีที่ 9–10) อีก 9,000 บาท
สรุปอายุความคุ้มครอง:
- อายุเริ่มต้น: 6 ปี นับจากวันยื่นคำขอ
- ต่ออายุครั้งที่ 1 ได้อีก 2 ปี (รวม 8 ปี)
- ต่ออายุครั้งที่ 2 ได้อีก 2 ปี (รวมสูงสุด 10 ปี)
- ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีตั้งแต่ปีที่ 5 ไม่เช่นนั้นสิทธิจะสิ้นสุด
จดอนุสิทธิบัตรด้วยตัวเอง หรือใช้ผู้เชี่ยวชาญดี
คำถามนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่หลายคนสงสัยมากที่สุด โดยคำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความซับซ้อนของสิ่งประดิษฐ์ ทรัพยากรทั้งด้านเวลาและงบประมาณ รวมถึงเป้าหมายทางธุรกิจ สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจขั้นตอนการจดสิทธิบัตรเพิ่มเติมในภาพรวมก่อนตัดสินใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย
ข้อดีและข้อจำกัดของการยื่นจดด้วยตัวเอง
ข้อดี:
- ประหยัดค่าบริการตัวแทนหรือที่ปรึกษา
- สามารถดูแลทุกขั้นตอนได้ด้วยตนเอง
- ผู้ประดิษฐ์มีความเข้าใจรายละเอียดสิ่งประดิษฐ์ตัวเองอย่างลึกซึ้ง ทำให้ถ่ายทอดข้อมูลได้ตรงประเด็น
- มีความยืดหยุ่นในการจัดการเวลา
ข้อจำกัด:
- อาจเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการแก้ไขคำขอหลายครั้งหากเอกสารไม่สมบูรณ์
- ต้องใช้เวลาศึกษากฎหมาย ขั้นตอน และแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก
- การร่างข้อถือสิทธิอาจแคบหรือกว้างเกินไป ส่งผลให้ขอบเขตการคุ้มครองไม่เหมาะสม
- กระบวนการพิจารณาอาจล่าช้า หากเอกสารหรือรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
ทำไมหลายธุรกิจเลือกให้ AKIP Venture ดูแล
สิ่งที่แยกการยื่นคำขอที่ “ผ่าน” ออกจากคำขอที่ “ได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง” คือคุณภาพของการร่างข้อถือสิทธิและรายละเอียดการประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จะช่วยวางขอบเขตความคุ้มครองที่เหมาะสม รวมถึงสืบค้นฐานข้อมูล Prior Art หรือ “ข้อมูลที่มีอยู่ก่อนแล้วในโลก” ก่อนยื่น เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากหากจะทำเองโดยไม่มีพื้นฐาน
บริการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรครบวงจรจาก AKIP Venture ครอบคลุมตั้งแต่การสืบค้นความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์ การร่างคำขอ การยื่นจดทะเบียน ไปจนถึงการติดตามสถานะและแก้ไขตามคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์คอยดูแลทุกขั้นตอน
สรุป
การจดอนุสิทธิบัตรไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องเข้าใจกระบวนการและเตรียมตัวให้พร้อม ตั้งแต่การตรวจสอบว่าสิ่งประดิษฐ์ของคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ การเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง ไปจนถึงการร่างข้อถือสิทธิที่คุ้มครองได้ครอบคลุมและแม่นยำ ซึ่งทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อความสำเร็จของคำขอทั้งสิ้น หากมีข้อสงสัยหรืออยากได้รับคำแนะนำเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทีมผู้เชี่ยวชาญของ AKIP Venture ยินดีช่วยประเมินผลงานและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
ข้อมูลติดต่อ AKIP Venture
โทร: 065-989-9815
อีเมล: contact.akip@gmail.com
LINE: @akipventure
Facebook: https://www.facebook.com/akipventure/



