WIPO คืออะไร? รู้จักองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ที่ทุกธุรกิจและงานวิจัยควรรู้จัก

WIPO คืออะไร

หลายคนที่ทำงานวิจัยหรือทำธุรกิจที่มีแผนขยายตลาดต่างประเทศ อาจเคยได้ยินชื่อ WIPO มาบ้าง แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองอย่างไร บทความนี้ AKIP Venture จะพาไปทำความรู้จัก WIPO แบบเข้าใจง่าย พร้อมระบบสำคัญที่ควรรู้ก่อนขยายธุรกิจหรืองานวิจัยออกนอกประเทศ

 

WIPO คืออะไร (นิยามแบบเข้าใจง่าย)

WIPO คือหน่วยงานพิเศษของสหประชาชาติที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลก ไม่ใช่หน่วยงานที่รับจดทะเบียนให้ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยตรง แต่เป็นกลไกกลางให้ประเทศสมาชิกทำงานร่วมกันผ่านสนธิสัญญาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

WIPO ย่อมาจากอะไร

WIPO ย่อมาจาก World Intellectual Property Organization หรือองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นองค์การเฉพาะทางของสหประชาชาติที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง

WIPO ก่อตั้งเมื่อไหร่ สำนักงานใหญ่อยู่ที่ไหน

WIPO ก่อตั้งตามอนุสัญญาที่ลงนามในปี ค.ศ. 1967 และมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1970 ก่อนเข้าเป็นทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1974 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 180 ประเทศ และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

WIPO ทำหน้าที่อะไรบ้าง

WIPO มีบทบาทสำคัญใน 3 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การกำหนดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ไปจนถึงการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

บริหารสนธิสัญญาด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ

WIPO ดูแลสนธิสัญญากว่า 20 ฉบับเกี่ยวกับสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ เป็นกรอบกลางให้ประเทศสมาชิกอ้างอิงร่วมกัน เพื่อให้การคุ้มครองมีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั่วโลก

อำนวยความสะดวกการจดทะเบียน IP ข้ามประเทศ

บทบาทที่ธุรกิจสัมผัสได้ชัดที่สุดคือระบบยื่นคำขอกลางที่ไม่ต้องเดินเรื่องแยกทีละประเทศ เช่นการจดสิทธิบัตรต่างประเทศผ่านระบบ PCT ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มาก

ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมระดับโลก

นอกจากงานด้านทะเบียนแล้ว WIPO ยังจัดทำฐานข้อมูลสิทธิบัตรและดัชนีนวัตกรรมโลก เพื่อให้นักวิจัยเข้าถึงข้อมูลเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วก่อนพัฒนางานใหม่ซ้ำซ้อน

 

WIPO เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างไร

ประเทศไทยเป็นสมาชิกที่ใช้ประโยชน์จากกลไกของ WIPO มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่นโยบายและการปฏิบัติจริงของภาคธุรกิจ

ประเทศไทยเป็นสมาชิก WIPO ตั้งแต่เมื่อไหร่

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบิร์นด้านลิขสิทธิ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2474 และเข้าเป็นสมาชิก WIPO อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2532 ทำให้ใช้ระบบระหว่างประเทศของ WIPO ได้เต็มรูปแบบมาหลายสิบปีแล้ว

WIPO ต่างจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ของไทยอย่างไร

  • DIP หรือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา คือหน่วยงานของไทยที่ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การรับคำขอสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า รวมถึงการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ตลอดจนมีบทบาทในการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ
  • WIPO คือ องค์กรระหว่างประเทศ ที่บริหารสนธิสัญญาและระบบยื่นคำขอทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เช่น PCT และ Madrid System เพื่อช่วยให้ผู้ยื่นสามารถวางแผนขอรับความคุ้มครองในหลายประเทศได้สะดวกขึ้น โดยการให้สิทธิยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามกฎหมายของแต่ละประเทศ

 

ระบบสำคัญของ WIPO ที่ธุรกิจและมหาวิทยาลัยควรรู้จัก

ในบรรดาระบบที่ WIPO ดูแล มี 3 ระบบที่ธุรกิจไทยใช้งานบ่อยที่สุด

PCT (Patent Cooperation Treaty) — ยื่นคำขอระหว่างประเทศครั้งเดียว เพื่อวางแผนขอสิทธิบัตรในหลายประเทศ

ระบบ PCT ช่วยให้ผู้ยื่นสามารถยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศหนึ่งคำขอ ก่อนเลือกเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาในประเทศที่ต้องการในภายหลัง โดยทั่วไปการเข้าสู่ National Phase จะอยู่ที่ประมาณ 30 เดือน นับจากวัน Priority ทั้งนี้ กำหนดเวลาอาจแตกต่างกันในบางประเทศ ระบบ PCT ไม่ได้ทำให้ได้รับสิทธิบัตรในทุกประเทศโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละประเทศยังเป็นผู้พิจารณาคำขอตามกฎหมายของตนเอง

Madrid System — ยื่นจดเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศในคำขอเดียว

ระบบมาดริดช่วยให้เจ้าของแบรนด์ยื่นคำขอเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศผ่านระบบเดียว และเลือกประเทศสมาชิกที่ต้องการขอรับความคุ้มครองได้หลายประเทศ ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดการคำขอ อย่างไรก็ตาม สำนักงานเครื่องหมายการค้าของแต่ละประเทศยังมีสิทธิพิจารณาว่าจะให้หรือปฏิเสธความคุ้มครองตามกฎหมายภายในของประเทศนั้น

Berne Convention — กรอบคุ้มครองลิขสิทธิ์ข้ามพรมแดนโดยอัตโนมัติ

อนุสัญญากรุงเบิร์นวางหลักให้ผลงานลิขสิทธิ์จากประเทศภาคีได้รับความคุ้มครองในประเทศภาคีอื่นโดยไม่ต้องปฏิบัติตามพิธีการเพื่อให้เกิดสิทธิ เช่น การจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ขอบเขตและการบังคับใช้สิทธิยังต้องพิจารณาตามกฎหมายของแต่ละประเทศ

 

ทำไมมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนควรรู้จัก WIPO

งานวิจัยที่ต้องการคุ้มครองสิทธิบัตรในต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยที่มีผลงานที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ มักต้องขยายความคุ้มครองไปตลาดต่างประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุนหรือพันธมิตรถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบของ WIPO ช่วยให้ขั้นตอนนี้เป็นระบบมากขึ้น

แบรนด์ที่ต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศด้วยเครื่องหมายการค้า

ภาคเอกชนที่วางแผนส่งออกหรือขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ควรพิจารณาใช้ระบบมาดริดเพื่อยื่นขอจดทะเบียนชื่อแบรนด์ในประเทศเป้าหมายก่อน และป้องกันไม่ให้คู่แข่งนำไปจดทะเบียนก่อน

 

ข้อควรระวังก่อนยื่นจดทะเบียนผ่าน WIPO

แม้ระบบของ WIPO จะช่วยลดความยุ่งยาก แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคำขอจะได้รับอนุมัติในทุกประเทศโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละประเทศยังมีเกณฑ์พิจารณาตามกฎหมายภายในของตนเอง จึงควรศึกษาเงื่อนไขของประเทศเป้าหมายและเตรียมเอกสารให้ครบก่อนยื่น เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธหรือต้องแก้ไขภายหลัง

 

สรุป WIPO คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้ทรัพย์สินทางปัญญาของคุณไปไกลถึงระดับโลก

โดยสรุปแล้ว WIPO คือองค์การระหว่างประเทศที่เป็นสะพานเชื่อมให้การคุ้มครองสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ขยายออกนอกประเทศได้สะดวกขึ้น การเข้าใจระบบเหล่านี้แต่เนิ่น ๆ จะช่วยวางแผนคุ้มครองผลงานได้รัดกุมกว่าการยื่นทีละประเทศเอง AKIP Venture มีทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาทั้งการยื่นในประเทศและต่างประเทศ

หากธุรกิจหรืองานวิจัยของคุณกำลังวางแผนขยายความคุ้มครองไปต่างประเทศ

ปรึกษาทีม AKIP Venture ได้ที่

📞 โทร. 065-989-9815

💬 Line ID:@akipventure (อย่าลืมใส่ @)

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ WIPO คืออะไร

ไม่ใช่ WIPO เป็นองค์การเฉพาะทางของสหประชาชาติ ส่วนหน่วยงานของไทยที่รับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรงคือกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP)

โดยทั่วไปต้องยื่นผ่านสำนักงานรับคำขอในประเทศต้นทางก่อน เช่น ยื่นคำขอผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทย แล้วจึงเข้าสู่ระบบระหว่างประเทศของ WIPO

ได้ ทั้งระบบ PCT และ Madrid System เปิดให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลใช้งาน ไม่จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่

ขึ้นอยู่กับระบบและประเทศปลายทาง โดยทั่วไประบบ PCT ให้เวลาสำหรับดำเนินการต่อในแต่ละประเทศได้นานถึง 30 เดือน ส่วนระยะเวลาพิจารณาจริงในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามกฎหมายท้องถิ่น