ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนำเสนอธุรกิจเพื่อระดมทุน และบอกนักลงทุนอย่างมั่นใจว่า “เรายื่นจดสิทธิบัตรแล้ว ตอนนี้อยู่ในสถานะ Patent Pending” แต่แทนที่นักลงทุนจะสนใจ กลับมีคำถามตามมาว่า “ได้ทำ Patentability Search หรือยัง?” หรือ “ตรวจสอบ FTO แล้วหรือเปล่า?”
คำถามเหล่านี้อาจทำให้หลายคนตอบไม่ถูก เพราะที่ผ่านมาเราอาจให้ความสำคัญกับการยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่าการวางกลยุทธ์ว่าจะใช้สิทธิบัตรนั้นสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้อย่างไร
บทความจากสื่อ IAM เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่า การตอบคำถามเรื่องสิทธิบัตรไม่ได้ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะสิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่แค่หลักฐานว่าคุณยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว แต่ต้องการรู้ว่าคุณมีเหตุผลและแผนการที่ชัดเจนรองรับหรือไม่
ในบทความนี้ เราได้สรุปประเด็นสำคัญมาเล่าให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ทั้งทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน นำไปปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรได้
“Patent Pending” เคยเป็นจุดขาย แต่วันนี้นักลงทุนมองมากกว่านั้น
ในอดีต การบอกว่าธุรกิจอยู่ในสถานะ “Patent Pending” หรืออยู่ระหว่างการยื่นขอรับสิทธิบัตร อาจช่วยสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนได้ เพราะเป็นสัญญาณว่าธุรกิจมีนวัตกรรมที่ต้องการปกป้อง และอาจมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
แต่ปัจจุบัน นักลงทุนมักพิจารณาลึกกว่านั้น เพราะการยื่นคำขอสิทธิบัตรไม่ได้หมายความว่าสิ่งประดิษฐ์นั้นจะได้รับความคุ้มครองเสมอไป
บางธุรกิจอาจเพิ่งยื่นคำขอชั่วคราว (Provisional Application) โดยยังไม่มีแผนดำเนินการต่อที่ชัดเจน บางแห่งอาจมีขอบเขตการคุ้มครองแคบเกินไป หรือยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิทธิบัตรที่ยื่นไปจะช่วยป้องกันคู่แข่งได้อย่างไร
อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตรยังอาจใช้เวลาหลายปี สถานะ Patent Pending จึงบอกได้เพียงว่ามีการยื่นคำขอแล้ว แต่ยังไม่ได้ยืนยันว่าธุรกิจจะได้รับสิทธิบัตรที่มีขอบเขตการคุ้มครองเพียงพอและสามารถบังคับใช้สิทธิได้จริง
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นจึงเป็น กลยุทธ์สิทธิบัตรที่ชัดเจน ขอบเขตข้อถือสิทธิ (Claims) ที่แข็งแรง และการนำสิทธิบัตรไปสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว
5 คำถามเรื่องสิทธิบัตรที่นักลงทุนมักถามในช่วง Due Diligence
เมื่อธุรกิจเข้าสู่กระบวนการ Due Diligence หรือการตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนมักต้องการเข้าใจว่าสิทธิบัตรเหล่านั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างไร
นี่คือ 5 คำถามที่ธุรกิจควรเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า
| คำถามที่นักลงทุนอาจถาม | นักลงทุนต้องการรู้อะไร | สิ่งที่ควรเตรียม |
| “แล้วสิทธิบัตรนี้ช่วยอะไรธุรกิจ?” | สิทธิบัตรสร้างคุณค่าให้ธุรกิจอย่างไร | อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิบัตรกับเป้าหมายทางธุรกิจ |
| “ทำไมถึงเลือกยื่นจดสิทธิบัตรนี้?” | เหตุผลและกลยุทธ์เบื้องหลังการยื่นคำขอ | สรุปเหตุผลสำคัญของแต่ละคำขอให้เข้าใจง่าย |
| “คู่แข่งออกแบบเลี่ยงสิทธิบัตรได้ไหม?” | คู่แข่งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลีกเลี่ยงข้อถือสิทธิได้ง่ายเพียงใด | วิเคราะห์ขอบเขต Claims และแนวทางที่คู่แข่งอาจใช้ |
| “ทำ Patentability Search หรือยัง?” | สิ่งประดิษฐ์มีโอกาสได้รับสิทธิบัตรมากน้อยเพียงใด | ผลการสืบค้นและข้อสรุปเกี่ยวกับโอกาสได้รับสิทธิบัตร |
| “ทำ FTO หรือยัง?” | มีความเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่นหรือไม่ | ผลการวิเคราะห์ FTO สำหรับผลิตภัณฑ์และตลาดเป้าหมาย |
จะเห็นได้ว่า คำถามเหล่านี้เน้นไปที่ เหตุผลในการตัดสินใจและกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการยื่นคำขอ
เพราะสำหรับนักลงทุน การมีสิทธิบัตรอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การอธิบายได้ว่าสิทธิบัตรนั้นช่วยให้ธุรกิจแข่งขันได้อย่างไรต่างหากที่สร้างความเชื่อมั่น
Patentability Search กับ FTO ต่างกันอย่างไร?
สองคำนี้มักถูกพูดถึงพร้อมกัน แต่จริง ๆ แล้วมีวัตถุประสงค์ต่างกัน และตอบคำถามคนละเรื่อง
| หัวข้อ | Patentability Search (การสืบค้นข้อมูลเพื่อประเมินโอกาสได้รับสิทธิบัตร) | FTO (Freedom to Operate) |
| ใช้ตรวจสอบอะไร | สิ่งประดิษฐ์มีโอกาสเข้าเกณฑ์รับสิทธิบัตรหรือไม่ โดยเฉพาะความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น | การผลิต ใช้ หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์มีความเสี่ยงละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่นหรือไม่ |
| ควรทำเมื่อไร | ควรทำก่อนยื่นคำขอสิทธิบัตร | ควรทำก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดหรือขยายธุรกิจ |
| สิ่งที่นำมาวิเคราะห์ | เทคโนโลยี สิทธิบัตร และข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่ก่อนแล้ว | สิทธิบัตรและข้อถือสิทธิของผู้อื่นที่อาจมีผลในประเทศเป้าหมาย |
| ความเสี่ยงหากไม่ได้ทำ | อาจลงทุนยื่นคำขอโดยไม่ทราบว่ามีเทคโนโลยีที่คล้ายกันอยู่แล้ว | อาจมีความเสี่ยงละเมิดสิทธิของผู้อื่น ส่งผลต่อต้นทุน การดำเนินธุรกิจ และการตัดสินใจลงทุน |
ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การได้รับสิทธิบัตรไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถผลิตหรือจำหน่ายสินค้านั้นได้โดยไม่ละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น
ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจได้รับสิทธิบัตรสำหรับการพัฒนาชิ้นส่วนใหม่ แต่ผลิตภัณฑ์ที่นำชิ้นส่วนนั้นไปใช้อาจยังเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอื่นที่มีผู้ถือสิทธิบัตรอยู่
ดังนั้น แม้จะมีสิทธิบัตรเป็นของตัวเองแล้ว การทำ FTO ก็ยังมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงก่อนนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด และวางแผนรับมือได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
กลยุทธ์สิทธิบัตรที่ดี ไม่ใช่การยื่นจดให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจดูน่าสนใจในสายตานักลงทุน คือเราสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมจึงเลือกปกป้องเทคโนโลยีบางส่วน และสิทธิบัตรแต่ละฉบับมีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจ
ธุรกิจที่วางกลยุทธ์สิทธิบัตรอย่างเป็นระบบมักให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้
- ประเมินก่อนว่าจำเป็นต้องจดสิทธิบัตรหรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกนวัตกรรมที่เหมาะกับการจดสิทธิบัตร
- เลือกเทคโนโลยีที่ควรปกป้อง โดยพิจารณาจากความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์และความได้เปรียบในการแข่งขัน
- สืบค้นข้อมูลก่อนยื่นคำขอ เพื่อประเมินความใหม่และโอกาสได้รับสิทธิบัตร
- วางขอบเขตข้อถือสิทธิให้รอบคอบ โดยคำนึงถึงวิธีที่คู่แข่งอาจพยายามออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงสิทธิบัตร
- เชื่อมโยงสิทธิบัตรกับเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น การป้องกันคู่แข่ง การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) หรือการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจในอนาคต
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรู้ว่าเทคโนโลยีใดไม่จำเป็นต้องจดสิทธิบัตร
เพราะแม้เทคโนโลยีบางอย่างจะมีโอกาสได้รับสิทธิบัตร แต่ก็อาจไม่คุ้มค่ากับต้นทุนและระยะเวลาที่ต้องใช้ ธุรกิจจึงควรพิจารณาทางเลือกอื่นร่วมด้วย เช่น
- ความลับทางการค้า (Trade Secret) เหมาะกับข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่สามารถเก็บรักษาเป็นความลับ และมีมาตรการดูแลความลับอย่างเหมาะสม
- การเปิดเผยข้อมูลเชิงป้องกัน (Defensive Publication) เป็นการเผยแพร่ข้อมูลเทคโนโลยีต่อสาธารณะ เพื่อให้ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการพิจารณาความใหม่ของคำขอสิทธิบัตรในอนาคต
- การไม่ยื่นขอรับความคุ้มครอง หากประเมินแล้วว่าประโยชน์ที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับต้นทุน
การเลือกวิธีปกป้องเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี จะช่วยให้ธุรกิจบริหารทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้นักลงทุนเห็นว่าเรามีการวางแผนมากกว่าการยื่นจดสิทธิบัตรตามกระแส
คำถามสำคัญที่หลายธุรกิจตอบยาก: “คู่แข่งออกแบบเลี่ยงสิทธิบัตรได้ไหม?”
หนึ่งในคำถามที่ท้าทายที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจคือ หากคู่แข่งต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำงานคล้ายกับเรา แต่ไม่ละเมิดสิทธิบัตรที่เราถืออยู่ เขาจะสามารถทำได้ง่ายแค่ไหน?
เพราะต่อให้ธุรกิจมีสิทธิบัตรหลายฉบับ แต่ถ้าคู่แข่งสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพียงเล็กน้อยแล้วหลีกเลี่ยงขอบเขตข้อถือสิทธิได้ สิทธิบัตรเหล่านั้นก็อาจไม่ได้ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากเท่าที่คาดหวัง
ดังนั้น การวิเคราะห์ Design-around หรือแนวทางที่คู่แข่งอาจใช้เพื่อออกแบบหลีกเลี่ยงสิทธิบัตร จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญตั้งแต่ช่วงวางกลยุทธ์
โดยธุรกิจควรตอบคำถามหลัก 3 ข้อให้ได้
- สิทธิบัตรของเราคุ้มครองอะไรบ้าง? ต้องเข้าใจว่าขอบเขตข้อถือสิทธิครอบคลุมเทคโนโลยีส่วนใด
- คู่แข่งมีทางเลือกอื่นหรือไม่? วิเคราะห์ว่าคู่แข่งสามารถใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการอื่นทดแทนได้อย่างไร
- ทางเลือกเหล่านั้นมีข้อจำกัดอย่างไร? เช่น มีต้นทุนสูงกว่า ใช้เวลาพัฒนานานกว่า หรือมีประสิทธิภาพด้อยกว่า
หากยังไม่มีคำตอบครบทุกข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามตอบให้ดูมั่นใจเกินจริง
การอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ตอนนี้เราทราบข้อมูลส่วนไหนแล้ว และกำลังตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมอยู่” พร้อมแสดงแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน อาจสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการให้คำตอบที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
เช็กลิสต์ 5 ขั้นตอน เตรียมความพร้อมด้านสิทธิบัตรก่อนระดมทุน
สำหรับ Startup หรือธุรกิจที่กำลังเตรียมระดมทุน การตรวจสอบและประเมินทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองล่วงหน้า จะช่วยให้มองเห็นทั้งจุดแข็งและความเสี่ยงก่อนที่นักลงทุนจะเข้ามาตรวจสอบ
ลองเริ่มต้นจาก 5 ขั้นตอนต่อไปนี้
- ตรวจสอบ Patentability Search
ประเมินข้อมูลสิทธิบัตรและเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ทราบว่าสิ่งประดิษฐ์ของเรามีโอกาสได้รับสิทธิบัตรมากน้อยเพียงใด แม้บางคำขอจะยื่นไปแล้ว การสืบค้นเพิ่มเติมก็ยังช่วยให้เข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และข้อจำกัดของเทคโนโลยีได้ดีขึ้น
- วิเคราะห์ FTO สำหรับสินค้าหลัก
เริ่มจากผลิตภัณฑ์สำคัญและประเทศที่มีแผนทำตลาดก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทุกผลิตภัณฑ์หรือทุกประเทศพร้อมกัน
- สรุปเหตุผลของสิทธิบัตรแต่ละฉบับ
จัดทำเอกสารสั้น ๆ อธิบายว่าสิทธิบัตรแต่ละฉบับปกป้องเทคโนโลยีส่วนใด มีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างไร และช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านไหน
- วิเคราะห์ความเสี่ยงจากการออกแบบเลี่ยงสิทธิบัตร
ให้ทีมวิศวกรทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร เพื่อช่วยกันประเมินว่าคู่แข่งอาจใช้วิธีใดในการหลีกเลี่ยงข้อถือสิทธิ และควรปรับกลยุทธ์อย่างไร
- เตรียมอธิบายกลยุทธ์ให้เข้าใจง่าย
ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์กฎหมายหรือเทคนิคจำนวนมาก แต่ควรเล่าให้นักลงทุนเข้าใจได้ว่า ทำไมธุรกิจจึงเลือกยื่นจดสิทธิบัตรนี้ มีข้อมูลอะไรสนับสนุน และสิทธิบัตรจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร
เป้าหมายของการเตรียมความพร้อมเหล่านี้ ไม่ใช่การตอบคำถามให้ได้ทุกข้อเท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้นักลงทุนเห็นว่า ธุรกิจเข้าใจคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ตัวเองถืออยู่ และมีแผนบริหารจัดการอย่างจริงจัง
แนวคิดนี้นำไปใช้กับมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนได้อย่างไร?
แม้ประเด็นจากบทความต้นฉบับจะมุ่งไปที่กลุ่ม Startup แต่แนวคิดเรื่องการให้ความสำคัญกับกลยุทธ์มากกว่าสถานะสิทธิบัตร สามารถนำมาปรับใช้ได้กับหลายองค์กร
ทีม AKIP Venture มองว่าแต่ละกลุ่มสามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้ดังนี้
| กลุ่มองค์กร | สถานการณ์ที่พบบ่อย | สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ |
| มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย | เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจ Spin-off | ประเมินโอกาสได้รับสิทธิบัตร และกำหนดเป้าหมายการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ |
| หน่วยงานภาครัฐ | พิจารณาสนับสนุนทุนหรือประเมินโครงการนวัตกรรม | พิจารณาทั้งคุณภาพสิทธิบัตร ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสนำไปใช้เชิงพาณิชย์ |
| ภาคเอกชน ทั้ง SME และบริษัทขนาดใหญ่ | เตรียมระดมทุน หาพันธมิตร หรือขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ | วิเคราะห์ FTO และวางกลยุทธ์บริหารพอร์ตสิทธิบัตรให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ |
ไม่ว่าจะเป็นองค์กรประเภทใด สิ่งสำคัญคือการมองสิทธิบัตรให้มากกว่าเอกสารรับรองการยื่นคำขอ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและสร้างมูลค่าให้กับองค์กรในระยะยาว
สรุป: มี Patent Pending เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องมีกลยุทธ์รองรับ
การมีสถานะ Patent Pending แสดงให้เห็นว่าธุรกิจได้เริ่มดำเนินการปกป้องนวัตกรรมของตัวเองแล้ว แต่เพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
สิ่งสำคัญกว่าคือการอธิบายให้ได้ว่า ทำไมถึงเลือกจดสิทธิบัตรนี้ สิทธิบัตรช่วยปกป้องธุรกิจอย่างไร และมีแผนต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจแบบไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว นักลงทุนไม่ได้มองแค่ว่าธุรกิจมีสิทธิบัตรหรือไม่ แต่ต้องการเห็นว่าธุรกิจรู้จักใช้สิทธิบัตรเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้จริงแค่ไหน
ปรึกษาเรื่องกลยุทธ์สิทธิบัตรกับ AKIP Venture
หากคุณกำลังเตรียมยื่นจดสิทธิบัตร วางแผนระดมทุน หรือต้องการประเมินความเสี่ยงด้านทรัพย์สินทางปัญญาก่อนขยายธุรกิจ AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนให้เหมาะกับเป้าหมายขององค์กร
ด้วยประสบการณ์ด้านสิทธิบัตรกว่า 15 ปี และการให้บริการด้านสิทธิบัตรมากกว่า 100 คำขอ ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ทีมงานประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ พร้อมเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร แนวโน้มเทคโนโลยี คู่แข่ง และโอกาสทางการตลาด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
สนใจวางกลยุทธ์สิทธิบัตรให้ธุรกิจ? สามารถติดต่อ AKIP Venture เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี
| ช่องทาง | รายละเอียด |
| โทรศัพท์ | 06-5989-9815 (+6665-989-9815) |
| อีเมล | contact.akip@gmail.com |
| LINE ID | @akipventure |
| facebook.com/akipventure | |
| เว็บไซต์ | akipventure.com |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Patent Pending คืออะไร และทำไมนักลงทุนถึงไม่ให้ความสำคัญเหมือนเดิม?
Patent Pending คือสถานะที่แสดงว่ามีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ นักลงทุนจึงไม่สามารถใช้สถานะนี้เพียงอย่างเดียวในการประเมินคุณค่าของเทคโนโลยีได้ และมักต้องการพิจารณากลยุทธ์สิทธิบัตร ขอบเขตการคุ้มครอง และโอกาสสร้างรายได้ร่วมด้วย
Patentability Search กับ FTO ต่างกันอย่างไร?
Patentability Search เป็นการสืบค้นข้อมูลเพื่อประเมินว่าสิ่งประดิษฐ์มีโอกาสได้รับสิทธิบัตรหรือไม่ ส่วน FTO เป็นการวิเคราะห์ว่าการนำผลิตภัณฑ์ไปผลิต ใช้ หรือจำหน่าย มีความเสี่ยงละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่นหรือไม่
จำเป็นต้องทำ FTO ให้ครอบคลุมทุกสินค้าและทุกประเทศหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเริ่มตรวจสอบทั้งหมดพร้อมกัน ธุรกิจสามารถจัดลำดับความสำคัญจากผลิตภัณฑ์หลักและประเทศเป้าหมายก่อน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและประเมินความเสี่ยงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมากที่สุด ทั้งนี้ควรขยายขอบเขตการตรวจสอบให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินธุรกิจ
ถ้ายังไม่ได้ทำ Patentability Search หรือ FTO ควรตอบนักลงทุนอย่างไร?
ควรตอบตามข้อมูลที่มีอยู่จริง พร้อมอธิบายว่าขณะนี้กำลังตรวจสอบเรื่องใดเพิ่มเติม และมีแผนดำเนินการอย่างไร การแสดงให้เห็นว่าธุรกิจรับรู้ถึงความเสี่ยงและมีแนวทางจัดการที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าการให้คำตอบที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ



