“จดแล้วได้อะไร?” “จดไปจะขายยังไง?” “จะมีใครซื้อไหม?” 🤔💭
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการมากมาย และหลายครั้งก็กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการยื่นขอรับสิทธิบัตร
บทความนี้จะเล่าให้ฟังว่าสิทธิบัตรไม่ได้เป็นแค่กระดาษรับรอง แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถต่อยอด สร้างรายได้ และกลายเป็นเครื่องมือทำธุรกิจได้จริง มาดูกันว่าสิ่งที่คุณจดไว้ จะกลายเป็นโอกาสใหม่ ๆ ได้ยังไง
สิทธิบัตรไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางธุรกิจ
ก่อนจะไปถึงเรื่องการสร้างรายได้จากสิทธิบัตร เรามาดูกันก่อนว่าสิทธิบัตรแต่ละประเภทมีระยะเวลาการคุ้มครองเท่าไร เพื่อที่จะได้กำหนดกลยุทธ์และวางแผนในการใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
- สิทธิบัตรการประดิษฐ์: คุ้มครอง 20 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ
- อนุสิทธิบัตร: คุ้มครอง 6 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ และต่ออายุการคุ้มครองได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมกันแล้วคุ้มครองได้ถึง 10 ปี
- สิทธิบัตรการออกแบบการประดิษฐ์: คุ้มครอง 10 ปี นับจากวันที่ยื่นคำขอ
เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุการคุ้มครอง สิทธิบัตรนั้นจะกลายเป็นสาธารณสมบัติ ซึ่งใครก็สามารถนำไปใช้ พัฒนาต่อยอด หรือใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใด ๆ โดยสามารถค้นดูข้อมูลได้จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรที่ใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุความคุ้มครอง ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
แนวทางทำให้สิทธิบัตรของคุณสร้างมูลค่าและเกิดประโยชน์
1️⃣ นำสิทธิบัตรไปใช้เชิงพาณิชย์
เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิที่จะผลิต จำหน่าย ใช้ หรือนำเข้าสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร
- ผลิตและจำหน่าย: หากสิ่งประดิษฐ์มีศักยภาพในการผลิตและจัดจำหน่าย ควรพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ใช้สิทธิบัตรนี้ เพื่อสร้างรายได้โดยตรงจากการขาย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
- ขยายตลาด: ใช้สิทธิบัตรเข้าสู่ตลาดใหม่ หรือต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มอื่นที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เช่น จากเดิมที่กลุ่มเป้าหมายเป็นเพศหญิง อาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสำหรับเพศชาย เป็นต้น
2️⃣ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing)
- ให้สิทธิแก่ผู้ผลิตหรือบริษัทอื่น: การให้สิทธิการใช้งานแก่บุคคลหรือบริษัทอื่น ๆ เป็นการสร้างรายได้โดยที่คุณไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด และหลายคนคิดว่าเวลาขายสิทธิคือต้องขายและเปิดเผยการประดิษฐ์ทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้ว การให้สิทธิการใช้งานสามารถกำหนดขอบเขต ระยะเวลา และเงื่อนไขของการใช้สิทธิได้
✧ Exclusive Licensing การให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด คือ การให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรนั้นแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น A ทำข้อตกลง Exclusive กับบริษัท B ในการใช้เทคโนโลยีสำหรับการผลิตเครื่องกรองน้ำ โดยบริษัท B จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำที่ใช้เทคโนโลยีนี้แต่เพียงผู้เดียวในประเทศนั้น ๆ
✧ Sole Licensing การให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว หรือแบบเฉพาะเจาะจง คือ การให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรนั้นแต่เพียงผู้เดียว และผู้ทรงสิทธิก็ยังสามารถใช้สิทธินั้นเองได้
ตัวอย่างเช่น บริษัท A ทำข้อตกลง Sole License กับบริษัท B ในการใช้เทคโนโลยีใหม่สำหรับการผลิตรถยนต์ โดยบริษัท B เป็นผู้เดียวที่ได้รับสิทธิในการใช้เทคโนโลยีนี้ในการผลิตยานยนต์ โดยที่บริษัท A ยังสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้เช่นกัน แต่ไม่สามารถให้สิทธิแก่บุคคลอื่น
✧ Non-Exclusive Licensing คือ การให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวหรือหลายรายใช้สิทธิในสิทธิบัตรของตนภายใต้เงื่อนไข
ตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้สิทธิแบบ Non-Exclusive กับบริษัท B, C และ D ในการใช้เทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้ง 3 บริษัทสามารถผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนนี้ได้ในตลาดของตนเอง - การให้สิทธิช่วง Sub-licensing: หากสิทธิบัตรมีมูลค่าสูง เจ้าของสิทธิสามารถให้สิทธิการใช้งานแก่หลายองค์กรหรือภูมิภาคผ่าน sub-licensing เพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น บริษัท A เป็นเจ้าของสิทธิบัตรในเทคโนโลยีทางการแพทย์ และให้สิทธิ Exclusive License แก่บริษัท B และบริษัท B สามารถทำ Sub-license กับบริษัท C และ D เพื่อให้พวกเขาใช้เทคโนโลยีนี้ในตลาดเฉพาะได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกับบริษัท A
3️⃣ ใช้สิทธิบัตรเพื่อสร้างความร่วมมือ
- พันธมิตรทางธุรกิจ: ใช้สิทธิบัตรเป็นจุดแข็งในการเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ
- การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและงานวิจัย: สถาบันการศึกษาและงานวิจัยบางแห่งอาจสนใจร่วมมือกับคุณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสิทธิบัตร หรือทำการทดลองและพัฒนาต่อ เพื่อขยายความสามารถในการประยุกต์ใช้
4️⃣ การขายสิทธิบัตร (Patent Sale)
- ขายสิทธิให้กับบริษัทที่สนใจ: หากคุณไม่ต้องการพัฒนาต่อด้วยตัวเอง คุณสามารถขายสิทธิบัตรให้กับบริษัทที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อ ซึ่งคุณจะได้รับผลตอบแทนจากตรงนี้ และมีเวลาไปพัฒนาการประดิษฐ์อื่น ๆ ต่อ
- ตลาดสิทธิบัตร: ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกสำหรับขายหรือแลกเปลี่ยนสิทธิบัตร
นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มในไทยที่อยากแนะนำและให้ผู้ที่สนใจหาข้อมูลเพิ่มเติม — IP MART เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จัดตั้งโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายและแลกเปลี่ยนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้แสดงผลงาน และมีการประกวดผลงานด้วย
5️⃣ ใช้สิทธิบัตรเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมาย
- ป้องกันการละเมิด: สิทธิบัตรช่วยให้เจ้าของสิทธิสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายหรือป้องกันการละเมิดจากผู้ที่ละเมิดสิทธิได้ หากพบว่ามีการใช้สิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนหรือคล้ายกันโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ป้องกันการลอกเลียน: สิทธิบัตรช่วยสร้างความได้เปรียบทางการค้า เพราะคู่แข่งจะไม่สามารถใช้สิ่งประดิษฐ์ของคุณได้ตามกฎหมาย จึงสร้างความได้เปรียบทางตลาดให้กับคุณได้
6️⃣ การนำเสนอสิทธิบัตรเพื่อดึงดูดนักลงทุน
- เสนอสิทธิบัตรในฐานะทรัพย์สินของธุรกิจ: สิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ และสามารถใช้ดึงดูดนักลงทุนที่สนใจสร้างนวัตกรรม
- ระดมทุน: นักลงทุนมักให้ความสนใจกับธุรกิจที่มีสิทธิบัตรเป็นหลักประกัน และแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีศักยภาพในการสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา
7️⃣ การทำการตลาดและประชาสัมพันธ์
- สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์ของคุณได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตร เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์
- เน้นคุณสมบัติที่โดดเด่น: ใช้การตลาดเชิงรุกในการชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้า
แนะนำแนวทางในการหาตลาดและผู้สนใจในงานประดิษฐ์
ต่อไปเราจะพูดถึงวิธีหาตลาดและกลุ่มผู้สนใจงานประดิษฐ์ของคุณ เพื่อช่วยสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่า และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิจัยตลาดเป้าหมาย
✦ ศึกษาความต้องการของตลาดว่างานประดิษฐ์ของคุณสามารถแก้ปัญหาหรือเพิ่มคุณค่าให้กับกลุ่มผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมใดได้บ้าง
✦ ศึกษาผู้เล่นในตลาดว่ามีบริษัท หรือกลุ่มนักลงทุนกลุ่มใดจากประเทศใดบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักลงทุนที่คุณสามารถใช้เป็นโอกาสติดต่อเพื่อนำเสนอผลงาน
✦ วิเคราะห์คู่แข่งและเทรนด์ในตลาด เพื่อรู้ว่ามีโอกาสต่อยอดตรงไหน
การประชาสัมพันธ์และการสื่อสารคุณค่าของสิ่งประดิษฐ์
✦ จัดทำสื่อการตลาด เช่น วิดีโอ หรือสไลด์ ที่อธิบายคุณสมบัติและประโยชน์ของสิ่งประดิษฐ์
✦ ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเผยแแพร่เนื้อหา หรือเขียนบทความในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เช่น วารสาร, LinkedIn หรือในกลุ่มธุรกิจที่มีความสนใจ
✦ เผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น TikTok, Facebook, X, Instagram เป็นต้น
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานสัมมนา
✦ งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น งานเทคโนโลยี หรืองานแสดงสินค้าที่เฉพาะเจาะจง จะช่วยให้คุณได้พบกับผู้ที่สนใจและอาจเป็นลูกค้าได้โดยตรง
✦ งานสัมมนาหรืองานประชุมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะช่วยสร้างเครือข่าย และอาจพบผู้ลงทุนหรือพันธมิตร
ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการหา Partner
✦ แพลตฟอร์มสำหรับขายสิทธิบัตรและนวัตกรรม เช่น Innoget, IP MART หรือ Lens เป็นช่องทางที่ช่วยให้คุณขายหรือให้สิทธิ์การใช้งานสิ่งประดิษฐ์แก่ผู้ที่สนใจ
✦ เว็บไซต์ระดมทุนหรือ Crowdfunding เพื่อทดสอบความต้องการของตลาด เช่น Kickstarter หรือ Indiegogo
สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัย
✦ นำเสนอสิ่งประดิษฐ์ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัย ช่วยให้สิ่งประดิษฐ์ของคุณได้รับการยอมรับและอาจนำไปสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์
✦ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเก็บข้อมูล ทดลอง และอาจได้รับเงินสนับสนุนหรือการทดลองใช้จริงในกลุ่มเป้าหมาย
การนำเสนอและดึงดูดนักลงทุน (Pitching)
✦ เข้าร่วมงานที่เปิดโอกาสให้นำเสนองานต่อนักลงทุน (IP Matching) เพื่อพบปะผู้ลงทุน
✦ เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมอย่างละเอียด เช่น ประโยชน์ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โอกาสในตลาด และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อเตรียม Pitch Deck สำหรับการนำเสนอให้นักลงทุน
✦ เข้าร่วมโปรแกรมเร่งการเติบโต (Accelerator) ของสตาร์ทอัพหรือโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนที่อาจสนใจในสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีของคุณ
การเสนอขายหรือให้สิทธิบัตรแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้อง
✦ การนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ให้กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่สามารถนำเทคโนโลยีของคุณไปใช้งานได้
✦ การทำ Co-Branding หรือ Licensing Agreement เพื่อเข้าถึงตลาดได้เร็วขึ้น
การจดทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
✦ การจดทะเบียนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เช่น FDA (สำหรับสหรัฐอเมริกา) หรือ อย. (สำหรับประเทศไทย) หรือหน่วยงานรัฐอื่น ๆ
✦ การรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มาตรฐาน ISO สำหรับสินค้าในอุตสาหกรรม จะช่วยให้มีโอกาสทางการตลาดและเพิ่มความน่าสนใจจากผู้ซื้อหรือพันธมิตร
การเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดของสิทธิบัตรต้องใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม ควบคู่กับแพลตฟอร์มที่เข้าถึงเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นการขายสิทธิ การให้ใช้งาน หรือสร้างพันธมิตร เพื่อให้สิทธิบัตรเข้าถึงตลาดและกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือ ช่องทางการตลาด และการเข้าถึงผู้สนใจ เพราะ…
“ สิทธิบัตรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง คือสิทธิบัตรที่ถูกนำไปใช้ในตลาด
และสร้างมูลค่ากลับสู่ผู้ประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม 💰 “
→ หากสนใจบริการเรื่องสิทธิบัตร การวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อดูแนวโน้มทางการตลาด และเทคโนโลยี รวมถึง การอนุญาติใช้สิทธิ (Licensing) สามารถติดต่อขอรายละเอียดการให้บริการกับ AKIP Venture ได้ เรามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางพร้อมให้บริการทุกท่านในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร
ทีมงาน AKIP Venture ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี
📞 โทร. 065-989-9815
💬 Line ID: @akipventure (อย่าลืมใส่ @)
แหล่งที่มา:
กรมทรัพย์สินทางปัญญา
IDG Thailand
˗ˏˋ แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการหา Partner ˎˊ˗
˗ˏˋ เว็บไซต์ระดมทุน ˎˊ˗
kickstarter — เว็บไซต์ระดมทุน เน้นโครงการเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม
indiegogo — เว็บไซต์ระดมทุนที่เปิดกว้างสำหรับโครงการหลากหลาย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างรายได้จากสิทธิบัตร (FAQs)
Q: สิทธิบัตรแต่ละประเภทมีระยะเวลาคุ้มครองนานแค่ไหน?
สิทธิบัตรการประดิษฐ์คุ้มครอง 20 ปีนับจากวันยื่นคำขอ อนุสิทธิบัตรคุ้มครอง 6 ปี และต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมสูงสุด 10 ปี ส่วนสิทธิบัตรการออกแบบการประดิษฐ์คุ้มครอง 10 ปี เมื่อพ้นระยะเวลาคุ้มครองแล้ว สิทธิบัตรจะกลายเป็นสาธารณสมบัติที่ใครก็นำไปใช้ต่อยอดได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน จึงควรวางแผนดึงมูลค่าออกมาใช้ให้เต็มที่ภายในกรอบเวลานี้
Q: ถ้าไม่อยากบริหารสิทธิบัตรเอง มีช่องทางขายสิทธิบัตรที่ไหนบ้าง?
มีทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกและในไทย โดยเฉพาะ IP MART ซึ่งจัดตั้งโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขายและแลกเปลี่ยนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้แสดงผลงานและประกวดผลงานด้วย
Q: สิทธิบัตรช่วยดึงดูดนักลงทุนได้อย่างไร?
สิทธิบัตรถือเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ สามารถนำเสนอในฐานะทรัพย์สินของธุรกิจเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่สนใจสร้างนวัตกรรม เพราะนักลงทุนมักให้ความสนใจกับธุรกิจที่มีสิทธิบัตรเป็นหลักประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีศักยภาพในการสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา



