การประดิษฐ์ที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรในประเทศไทยได้

การประดิษฐ์ที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรในไทยได้

เมื่อพูดถึง “สิทธิบัตร” หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นการปกป้องไอเดียหรือสิ่งประดิษฐ์ไม่ให้ใครเลียนแบบ แต่รู้หรือไม่ว่า… ไม่ใช่ทุกสิ่งที่คิดขึ้นมาจะจดสิทธิบัตรได้

ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 9 มี 5 ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรในประเทศไทยได้ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. สิ่งมีชีวิตและส่วนประกอบธรรมชาติ

ในประเทศไทย เราไม่สามารถจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์ พืช หรือจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ รวมถึงสารสกัดจากสัตว์หรือพืชด้วย หลักการนี้มีขึ้นเพื่อสงวนทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นของสาธารณะและป้องกันการผูกขาด

แต่ก็มีข้อยกเว้นถ้าสิ่งมีชีวิตหรือจุลชีพถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่พบในธรรมชาติ หรือ “กรรมวิธี” การสกัดสารต่าง ๆ จากธรรมชาติด้วย “เทคนิคใหม่ ๆ” ก็สามารถจดสิทธิบัตรได้

2. กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน, ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์, สูตรพื้นที่วงกลม, สมการเชิงอนุพันธ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มของ “องค์ความรู้พื้นฐาน” กฏฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์อยู่ในระดับของทฤษฎี ซึ่งเป็นเพียงการค้นพบ ไม่ใช่การประดิษฐ์ และเป็นการป้องกันการผูกขาดองค์ความรู้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมอื่น ๆ ต่อไปในระดับโลก

แต่หากมีการประยุกต์ทฤษฎีนั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม หรือเครื่องมือใช้งานจริง มีผลลัพธ์จากการประยุกต์ใช้อาจสามารถจดสิทธิบัตรได้ เพราะถือว่าเป็นการนำแนวคิดมาสร้างให้เกิดผลในเชิงเทคนิคและอุตสาหกรรม เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ อุปกรณ์วัดพลังงานเป็นต้น

3. ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์

หลายคนอาจคิดว่าโปรแกรมหรืออัลกอริทึมสามารถจดสิทธิบัตรได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น ระบบข้อมูลหรืออัลกอริทึมถูกมองว่าเป็นความคิดเชิงนามธรรม จับต้องไม่ได้ จึงไม่สามารถจดสิทธิบัตรในประเทศไทย แต่ก็มีข้อยกเว้นหากอัลกอริทึมหรือซอฟต์แวร์นั้นถูกนำไปใช้ร่วมกับฮาร์ดแวร์หรือเครื่องจักร เช่น ซอฟต์แวร์ที่ควบคุมแขนกลในสายการผลิต นั่นทำให้ระบบซอฟต์แวร์มีการใช้งานในลักษณะที่จับต้องได้และมีผลเชิงเทคนิค ก็ถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้

ตัวอย่าง

❌ กรณีที่จดสิทธิบัตรไม่ได้

  • อัลกอริทึมจัดตารางงานพนักงาน

ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ เพราะเป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม ไม่ได้ควบคุมอุปกรณ์จริง หรือก่อให้เกิดผลทางเทคนิคที่จับต้องได้

✅ กรณีที่จดสิทธิบัตรได้

  • ระบบควบคุมแขนกลในคลังสินค้าด้วยอัลกอริทึมจัดตารางพนักงาน

สามารถจดสิทธิบัตรได้ เพราะเชื่อมโยงกับอุปกรณ์จริง มีผลทางเทคนิค เช่น ลดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ดังนั้น หากต้องการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ “อัลกอริทึม” ควรอธิบายให้เห็นว่าอัลกอริทึมนั้นเชื่อมโยงกับการควบคุมหรือสั่งงานอุปกรณ์จริง เช่น แขนกล เซ็นเซอร์ เครื่องจักร หรือ ระบบ IoT ซึ่งต้องทำให้เกิดผลทางเทคนิคที่วัดได้ เช่น ลดเวลาในกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ หรือประหยัดพลังงาน และสามารถแสดงลำดับขั้นตอน (Process) อย่างชัดเจน ว่าข้อมูลที่รับเข้าไปถูกประมวลผลอย่างไร และได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ประกอบกับการอธิบายส่วนประกอบฮาร์ดแวร์หรือระบบที่เกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์ระหว่างซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์ว่าทำงานร่วมกันอย่างไร

4. วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรค

การรักษาโรคเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน เราจึงไม่สามารถจดสิทธิบัตรในวิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคของมนุษย์และสัตว์ได้ เพื่อให้การเข้าถึงการรักษาเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ก็มีข้อยกเว้น ถ้าสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นคือผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาหรือวินิจฉัย เช่น ยาที่มีสูตรเฉพาะ หรือเครื่องมือแพทย์ที่มีฟังก์ชันใหม่ ๆ ก็สามารถจดสิทธิบัตรได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการประดิษฐ์ที่จับต้องได้อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและไม่ใช่แค่ขั้นตอนการรักษา

ตัวอย่าง

❌ กรณีที่จดสิทธิบัตรไม่ได้

  • วิธีการผ่าตัดต้อกระจกแบบใหม่

ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้เพราะเป็น “วิธีการรักษา” ซึ่งกฎหมายสิทธิบัตรไทยไม่อนุญาตให้จดทะเบียน เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดการเข้าถึงวิธีการรักษา

✅ กรณีที่จดสิทธิบัตรได้

  • เครื่องมือผ่าตัดต้อกระจกที่ใช้เลเซอร์ชนิดใหม่ที่ช่วยลดความร้อน

สามารถจดสิทธิบัตรได้เพราะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางการแพทย์ แต่เป็นการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

สุดท้าย การประดิษฐ์ที่อาจกระทบต่อความสงบสุขหรือศีลธรรมของสังคม เช่น อุปกรณ์สำหรับแฮ็กคอมพิวเตอร์ เครื่องมือทรมาน อาวุธ อาวุธชีวภาพ เป็นต้น เพื่อเป็นการปกป้องสังคมให้ปลอดภัยและรักษามาตรฐานคุณธรรมอันดี แต่หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งประดิษฐ์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมและไม่ได้ขัดต่อจรรยาบรรณ ก็อาจผ่านการพิจารณาเป็นกรณีเฉพาะได้ เช่น ใช้ในงานวิจัยด้านความปลอดภัย หรือฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นต้น

ตัวอย่าง

❌ กรณีที่จดสิทธิบัตรไม่ได้

  • อุปกรณ์สำหรับเจาะระบบบัญชีผู้ใช้งาน

ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ เพราะเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมและอาจผิดกฎหมาย ทำให้เกิดอันตรายต่อสังคมโดยรวม

✅ กรณีที่จดสิทธิบัตรได้

  • ระบบจำลองการเจาะระบบสำหรับฝึกเจ้าหน้าที่ไซเบอร์เพื่อป้องกันการโจมตี

สามารถจดสิทธิบัตรได้ หากออกแบบเพื่อ “การฝึก” โดยควบคุมการใช้งานเพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย ถือเป็นนวัตกรรมเชิงบวกที่สังคมยอมรับได้

สิ่งที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้

แล้วสิ่งเหล่านี้สำคัญยังไง?

ข้อจำกัดเหล่านี้มีขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่าง การส่งเสริมนวัตกรรมกับการปกป้องประโยชน์ของสาธารณะ สิทธิบัตรไม่ควรเป็นเครื่องมือกีดกันสังคมหรือผูกขาดทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อยกเว้น และช่องทางให้ไอเดียของคุณไปต่อได้ ถ้าสามารถพัฒนาไอเดียให้มี “ลักษณะที่เป็นรูปธรรม” และมีผลทางเทคนิค ก็มีโอกาสจดสิทธิบัตรได้แน่นอน

ดังนั้น ใครที่คิดจะจดสิทธิบัตร ก็ควรเข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้ให้ดี เพื่อให้มั่นใจว่าไอเดียจะไม่ไปติดข้อจำกัดทางกฎหมาย และอย่าปล่อยให้ข้อจำกัดมากีดขวางความคิดสร้างสรรค์ ค้นหาทางที่จะทำให้ไอเดียให้จับต้องได้ หรือเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี เดินหน้าต่อไป แล้วโลกจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ จากความคิดของคุณ

ตรวจสอบให้ชัดเจน ก่อนยื่นคำขอสิทธิบัตร

ไม่ใช่ทุกสิ่งประดิษฐ์หรือแนวคิดใหม่จะสามารถขอรับสิทธิบัตรได้เสมอไป การตรวจสอบเงื่อนไขและข้อยกเว้นก่อนยื่นคำขอจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเตรียมเอกสารผิดประเภท หรือใช้เวลาไปกับแนวทางที่อาจไม่เหมาะสม หากคุณมีสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ หรือเทคโนโลยีที่ต้องการวางแผนคุ้มครอง AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาด้านสิทธิบัตร การประเมินความเป็นไปได้ และการเลือกแนวทางคุ้มครองที่เหมาะสมกับลักษณะของผลงาน

ปรึกษาการประเมินสิทธิบัตรกับ AKIP Venture

📞 โทร. 065-989-9815
💬 Line ID: @akipventure (อย่าลืมใส่ @)