ลิขสิทธิ์คืออะไร ฉบับเข้าใจง่ายสำหรับนักสร้างสรรค์

ลิขสิทธิ์

ในยุคที่ข้อมูลและงานสร้างสรรค์ถูกเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว การเข้าใจเรื่อง “ลิขสิทธิ์” (Copyright) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งผู้สร้างผลงานและผู้ใช้งานผลงานของผู้อื่น เพราะการละเมิดลิขสิทธิ์แม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่สิ่งที่ไม่คาดคิดได้ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับความหมายว่าลิขสิทธิ์คืออะไร สิทธิ์ที่ได้รับ และแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานหรือเผยแพร่ผลงานต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย

ลิขสิทธิ์ คืออะไร?

ลิขสิทธิ์ (Copyright) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียว ที่กฎหมายมอบให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญาและความพยายามของตนเอง โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบผู้อื่น โดยงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทต่าง ๆ ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้การคุ้มครอง

สิ่งสำคัญคือ คุณจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานเสร็จสมบูรณ์ โดยไม่ต้องจดทะเบียน หรือดำเนินการตามพิธีการใด ๆ ซึ่งแตกต่างจากทรัพย์สินทางปัญญาบางประเภท เช่น สิทธิบัตรที่ต้องยื่นจดทะเบียนเพื่อขอรับความคุ้มครอง ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์จะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานลิขสิทธิ์ของตนโดยกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ให้ความคุ้มครองถึงสิทธิของนักแสดง และสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี

ประเภทของลิขสิทธิ์

มี 9 ประเภท ได้แก่

1. งานวรรณกรรม

ได้แก่ หนังสือ จุลสาร เอกสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ คำปราศรัย และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ถือเป็นงานวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ส่วนที่ได้รับความคุ้มครอง ได้แก่ รหัสโปรแกรม (ทั้ง Source code และ Object code) โครงสร้าง และลำดับของโปรแกรม รวมถึงเอกสารประกอบ เช่น คู่มือการใช้งาน เป็นต้น

หากโปรแกรมมีฟังก์ชันใหม่หรือวิธีแก้ปัญหาเชิงเทคนิคที่แปลกใหม่ อาจพิจารณาขอสิทธิบัตรแทน เพราะแนวคิดหรือกลไกการทำงานภายในไม่ได้อยู่ในขอบเขตของลิขสิทธิ์

2. งานนาฏกรรม

เช่น การรำ การเต้น การแสดงท่าทางต่าง ๆ ที่จัดเรียงอย่างมีเรื่องราว หรือการแสดงที่มีการจัดลำดับท่าทางเพื่อสื่อสารเนื้อหา

3. งานศิลปกรรม

เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย ประติมากรรม งานพิมพ์ งานตกแต่งทางสถาปัตยกรรม ภาพร่างแบบ และ งานประยุกต์ศิลป์ (เช่น ลวดลายบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ)

4. งานดนตรีกรรม

เช่น คำร้อง ทำนอง การเรียบเรียงเสียงประสาน และโน้ตดนตรี ซึ่งไม่รวมถึงการบรรเลง หรือการแสดงจริง

5. งานโสตทัศนวัสดุ

เช่น วีซีดี วิดีโอเทป แผ่นดิสก์ หรือสื่ออื่นที่บันทึกข้อมูลทั้งภาพและเสียงในลักษณะโสตทัศน์

6. งานภาพยนตร์

หมายถึง ผลงานที่ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว ซึ่งอาจมีเสียงหรือไม่มีเสียงก็ได้ รวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์ด้วย

7. งานสิ่งบันทึกเสียง

ได้แก่ เทปเพลง ซีดี แผ่นเสียง หรือสื่ออื่นที่บันทึกเสียงเพลง เสียงพูด หรือเสียงอื่น ๆ โดยไม่รวมภาพ

8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ

เช่น การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ หรือการกระจายเสียงทางวิทยุ ซึ่งถือเป็นการนำผลงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ

9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ

เป็นงานที่อาจไม่เข้ากลุ่มหลักข้างต้น แต่จัดอยู่ในหมวดของวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ และสามารถแสดงออกเป็นรูปธรรมได้ เช่น งานออกแบบ การจัดนิทรรศการ หรือผลงานเชิงวิชาการ

อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์

การคุ้มครองลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ผลงานออกมา โดยไม่ต้องจดทะเบียน หรือผ่านพิธีการใด ๆ โดยจะมีอายุความคุ้มครองตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และคุ้มครองต่อไปอีก 50 ปี นับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต แต่มีงานบางประเภทที่มีอายุการคุ้มครองแตกต่างกัน ดังนี้

สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์

เมื่องานสร้างสรรค์ของคุณได้รับการคุ้มครองโดยลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าคุณในฐานะ เจ้าของลิขสิทธิ์ จะได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้และจัดการผลงานของคุณตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 5 สิทธิสำคัญของเจ้าของลิขสิทธิ์ พร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

1. สิทธิในการทำซ้ำ (Reproduction Right)

หมายถึง สิทธิในการคัดลอก เลียนแบบ จัดทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ หรือบันทึกเสียงและภาพ ทั้งหมดหรือบางส่วนของผลงาน ซึ่งเป็นสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
🟣 ตัวอย่าง:
นายดำวาดภาพขึ้นมา 1 รูป แล้วขายภาพนั้นให้นายแดง นายแดงจะเป็นเจ้าของ “ตัวภาพวาด” (กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน) แต่ ไม่ได้มีสิทธิ ในการนำภาพไปถ่ายเอกสาร ทำโปสเตอร์ หรือพิมพ์ขายเวอร์ชันอื่น เพราะ ลิขสิทธิ์ยังเป็นของนายดำ

2. สิทธิในการดัดแปลง (Adaptation Right)

หมายถึง การปรับปรุง แก้ไข หรือจำลองผลงานต้นฉบับในสาระสำคัญ โดยไม่ถือเป็นการสร้างงานใหม่ ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
🟣ตัวอย่าง:
หากมีผู้นำวรรณกรรมชุด Harry Potter ไปวาดเป็นการ์ตูน แล้วจัดพิมพ์จำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก J.K. Rowling ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะแม้จะเปลี่ยนรูปแบบ แต่ยังอ้างอิงเนื้อหาเดิมอยู่

3. สิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน (Public Communication Right)

หมายถึง การแสดง บรรเลง ฉายภาพยนตร์ หรือจำหน่ายผลงานต่อบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะในพื้นที่สาธารณะหรือผ่านสื่อใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
🟣 ตัวอย่าง:
นายดำฉายภาพยนตร์ของนายแดงในงานวัด พร้อมเก็บค่าเข้าชม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

4. สิทธิในการให้เช่า (Rental Right)

สิทธินี้ใช้กับงานบางประเภท ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง หากจะนำผลงานเหล่านี้ไปให้เช่า ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
🟣 ตัวอย่าง:
ร้านให้เช่าวิดีโอที่ซื้อแผ่นภาพยนตร์มา ไม่สามารถนำมาให้ลูกค้าเช่าได้ทันที ต้องมี ข้อตกลงอนุญาต จากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายละเมิด

5. สิทธิในการให้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (Licensing Right)

เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถให้สิทธิแก่ผู้อื่นใช้ผลงานของตนในลักษณะต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขหรือข้อตกลงร่วมกัน
🟣 ตัวอย่าง:
นายดำ ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่ายจากการเดินทางของตน ได้อนุญาตให้สถาบันศิลปะนำรูปของเขาไปจัดแสดง พร้อมเก็บค่าเข้าชม โดยมีเงื่อนไขว่า รายได้ครึ่งหนึ่งจะบริจาคให้การกุศล องค์กรการกุศลจึงกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากลิขสิทธิ์ด้วยเช่นกัน

การใช้สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับการใช้งานที่เป็นธรรม (Fair Use) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถนำผลงานไปใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

แม้ว่างานสร้างสรรค์ประเภทลิขสิทธิ์นี้ไม่จำเป็นต้องจดลิขสิทธิ์เพราะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนใด ๆ เจ้าของผลงานสามารถจัดเก็บข้อมูลงานสร้างสรรค์ไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางกฏหมายได้ เช่น บันทึกผลงาน แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ วันที่สร้างสรรค์ เป็นต้น หรือจะบันทึกหลักฐานโดยการจดแจ้งลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้เช่นกัน โดยการจดแจ้งให้เตรียมเอกสาร ดังนี้

เอกสารสำหรับจดแจ้งลิขสิทธิ์

  1. แบบคําขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ (ลข.01) [แบบฟอร์มคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ (ลข.01)]
  2. ผลงานสร้างสรรค์ที่ต้องการจดลิขสิทธิ์
  3. สำเนาบัตรประชาชน เจ้าของผลงาน
  4. สำเนาบัตรประชาชนผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน (ถ้ามีผู้ร่วมสร้างสรรค์)
  5. หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีจดในนามบริษัท หรือใช้ตัวแทน)

ระยะเวลาการดำเนินการ

หลังจากจดแจ้งลิขสิทธิ์ หรือยื่นจดแจ้งกับนายทะเบียนเพื่อพิจารณาอนุมัติ ใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์

จดแจ้งลิขสิทธิ์ที่ไหนได้บ้าง

การจดลิขสิทธิ์สามารถจดได้ 2 รูปแบบ คือ

  1. ยื่นจดแจ้งลิขสิทธิ์ด้วยตัวเอง ที่ส่วนบริหารงานจดทะเบียน (ชั้น 3) สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือที่พาณิชย์จังหวัด และปัจจุบันสามารถยื่นแบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  2. ใช้บริการตัวแทน อย่าง AKIP Venture ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ที่พร้อมให้คำปรึกษา จัดเตรียมเอกสาร และอำนวยความสะดวกในการยื่นจดแจ้งและติดตามสถานะ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการดำเนินการจะเป็นไปอยางถูกต้องและรวดเร็ว

โดยสรุปแล้ว งานลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ล้วนได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติตามกฏหมาย หากต้องการใช้ผลงานของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ หรือให้เช่าต้นฉบับ คุณจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นความผิดทางแพ่งและทางอาญา

หากไม่มั่นใจว่างานใดมีลิขสิทธิ์หรือไม่ ให้หลีกเลี่ยงการใช้เชิงพาณิชย์หรือเพื่อแสวงกำไร ระบุแหล่งที่มา (Credit) อย่างชัดเจนทุกครั้ง ตรวจสอบสิทธิหรือสถานะของผลงานให้แน่ชัด หากไม่แน่ใจ ควรขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์โดยตรง

การทำความเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์อย่างถ่องแท้ ไม่เพียงช่วยปกป้องผลงานที่คุณสร้างสรรค์อย่างทุ่มเท แต่ยังช่วยให้คุณใช้ผลงานของผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง และสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นใจและปราศจากความกังวลด้านกฎหมาย

ปกป้องผลงานของคุณด้วยการจดลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิสำคัญที่ช่วยคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน ภาพถ่าย เพลง วิดีโอ ซอฟต์แวร์ หรือคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ หากคุณเป็นเจ้าของผลงาน ครีเอเตอร์ หรือธุรกิจที่ต้องการดูแลสิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาด้านการจดลิขสิทธิ์ การเตรียมเอกสาร และการวางแนวทางคุ้มครองผลงานให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม
ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้น “ฟรี”
📞 โทร. 065-989-9815
💬 Line ID: @akipventure (อย่าลืมใส่ @)