ทุกคนเคยสงสัยไหมว่าเวลาเราดึงภาพจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานโปรเจกต์ หรือหยิบเนื้อเพลงบางบรรทัดมาเขียนแคปชันเก๋ ๆ ลงโซเชียล จะผิดลิขสิทธิ์ไหม? บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “การใช้งานที่เป็นธรรม” หรือที่เรียกว่า “Fair Use” ในกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย ว่ามันแฟร์แค่ไหน และเราจะใช้สิทธินี้อย่างถูกต้องได้อย่างไร
สารบัญ
Fair Use คืออะไร?
Fair Use หรือ การใช้งานที่เป็นธรรม เป็นแนวคิดในกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานผลงานที่มีลิขสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เสมอไป เช่น งานวิจัย การศึกษา การวิจารณ์ ฯลฯ โดยที่การใช้งานนั้นต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่กระทบต่อสิทธิ์ของเจ้าของงานมากเกินไป ซึ่งในไทยการใช้งานที่เป็นธรรมจะได้รับการคุ้มครองภายใต้ มาตรา 32 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
แนวคิดหลักของ Fair Use คือการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์และการใช้งานของสาธารณะ เพื่อให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเสรี และส่งเสริมการเรียนรู้ การวิจารณ์ หรือการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ โดยไม่ละเมิดสิทธิหรือกระทบต่อผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์
เกณฑ์การพิจารณาการใช้งานลิขสิทธิ์
1. วัตถุประสงค์และลักษณะของการใช้งาน
การวิเคราะห์ในข้อนี้มุ่งเน้นที่เจตนาและวิธีการใช้งานผลงานที่มีลิขสิทธิ์ โดยพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- ไม่มีลักษณะเพื่อการค้า (Non-Commercial Use)
การใช้งานที่ไม่แสวงหาผลกำไร เช่น การนำเนื้อหามาใช้ในการสอน การวิจัย หรือเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสังคมโดยไม่ก่อให้เกิดรายได้ มักได้รับการพิจารณาว่าเป็นธรรม เช่น การใช้ภาพประกอบการเรียนการสอน หรือการแจกจ่ายเนื้อหาวิชาการในชั้นเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ในทางกลับกัน หากการใช้งานมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า เช่น การผลิตสินค้าหรือบริการที่ใช้เนื้อหาลิขสิทธิ์นั้นเป็นส่วนหนึ่ง อาจไม่ถือว่าเป็นธรรม เช่น การนำเพลงที่มีลิขสิทธิ์มาประกอบโฆษณาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต - ไม่มีเจตนาทุจริต (Good Faith Use)
การใช้งานต้องดำเนินการด้วยความสุจริต ไม่สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของตนเอง เช่น อ้างอิงบทความโดยให้เครดิตแก่ผู้เขียน หรือไม่ดัดแปลงเนื้อหาจนทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิด - เพื่อประโยชน์แก่สังคม (Public Benefit)
การใช้งานที่สร้างคุณค่าใหม่หรือเพิ่มประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น การดัดแปลงหรือเพิ่มเนื้อหาใหม่ที่ช่วยเสริมความเข้าใจในประเด็นสำคัญ หรือการอ้างอิงเพื่อสนับสนุนการถกเถียงทางวิชาการหรือการสร้างความรู้ใหม่
2. ลักษณะของงานอันมีลิขสิทธิ์
งานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์อาจแตกต่างกันในระดับการสร้างสรรค์และการเผยแพร่
- ระดับของการสร้างสรรค์ (Creative Nature)
งานที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง เช่น นวนิยาย งานศิลปะ หรือภาพยนตร์ มักได้รับการคุ้มครองเข้มงวดกว่างานที่มีลักษณะข้อเท็จจริง เช่น รายงานข่าวหรือเอกสารราชการ
การใช้งานเนื้อหาที่เน้นข้อเท็จจริง เช่น บทสรุปเหตุการณ์หรือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะถือว่าเป็นธรรมมากกว่า - สถานะการเผยแพร่ (Publication Status)
งานที่ยังไม่ได้เผยแพร่ (Unpublished Work) เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจว่าจะเผยแพร่งานเมื่อใด การใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตมักไม่ถือว่าเป็นธรรม
ในทางกลับกัน งานที่เผยแพร่แล้ว (Published Work) การใช้งานผลงานที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ มีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นธรรมมากกว่า
3. ปริมาณและเนื้อหาสำคัญที่นำไปใช้
การใช้งานที่มีลิขสิทธิ์จะพิจารณาจากปริมาณและความสำคัญของเนื้อหาที่นำมาใช้
- ปริมาณที่นำไปใช้ (Amount)
การคัดลอกในปริมาณมาก โดยเฉพาะในลักษณะที่ไม่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ จะถือว่าเป็นการใช้งานที่ไม่เป็นธรรม เช่น การถ่ายสำเนาทั้งเล่มของหนังสือที่มีลิขสิทธิ์
ในทางกลับกัน การใช้งานในปริมาณน้อย มีแนวโน้มที่จะได้รับการพิจารณาเป็นธรรม เช่น การคัดลอกข้อความ 1-2 ย่อหน้าเพื่ออ้างอิงในบทความวิชาการ - เนื้อหาสำคัญ (Substantiality)
แม้ปริมาณที่นำมาใช้น้อย แต่ถ้าส่วนนั้นเป็นหัวใจสำคัญของงาน เช่น ฉากสำคัญในภาพยนตร์ หรือส่วนที่เป็นแก่นหลักของเนื้อหา ก็อาจถือว่าไม่เป็นธรรม
4. ผลกระทบต่อตลาดหรือมูลค่าของงาน
การวิเคราะห์ในข้อนี้จะพิจารณาผลกระทบต่อรายได้หรือมูลค่าของเจ้าของลิขสิทธิ์
- ผลกระทบต่อยอดขายและรายได้ (Economic Impact)
หากการใช้งานทำให้ยอดขายหรือโอกาสทางธุรกิจของเจ้าของลิขสิทธิ์ลดลง จะไม่ถือว่าเป็นการใช้งานที่เป็นธรรม เช่น การเผยแพร่ภาพยนตร์ที่ยังคงฉายในโรงภาพยนตร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต - งานที่ไม่มีจำหน่ายแล้ว (Out-of-Print Works)
หากงานลิขสิทธิ์ไม่ได้เผยแพร่หรือจำหน่ายในตลาดนานแล้ว การใช้งานอาจไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ และอาจได้รับการพิจารณาว่าเป็นธรรม
การใช้งานลิขสิทธิ์ในการเรียนการสอน
1. ลักษณะการใช้งานลิขสิทธิ์ในการเรียนการสอน
การใช้เพื่อการศึกษา ผู้สอนและผู้เรียนสามารถใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ เช่น บทความ หนังสือ รูปภาพ หรือศิลปกรรม เพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน โดยต้องเป็นการใช้งานที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่เกินสมควร
ตัวอย่างการใช้งาน การทำสำเนา ตัดทอน ดัดแปลงบางส่วนเพื่อใช้ในการสอน การออกข้อสอบ การตอบคำถาม หรือการทบทวนบทเรียน
ข้อจำกัด ข้อยกเว้นเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะผู้สอนและผู้เรียน ไม่ครอบคลุมถึงบรรณารักษ์ห้องสมุด หรือการกระทำเพื่อประโยชน์อื่น ๆ ตามที่กำหนดในมาตรา 34 ของกฎหมายลิขสิทธิ์
2. ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์
มาตรา 32-34 ของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับการใช้งานที่ไม่ถือเป็นการละเมิด เช่น
- การทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกแสดงเพื่อการเรียนการสอน โดยไม่แสวงหากำไร
- การอ้างอิงหรือคัดลอกส่วนหนึ่งของงาน พร้อมระบุที่มาหรือเจ้าของลิขสิทธิ์
- การใช้ผลงานในข้อสอบ หรือการวิจารณ์งาน
ข้อกำหนด ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้หรือสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินควร
3. เกณฑ์การพิจารณาการใช้งานที่เป็นธรรม
การพิจารณาการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม มีเกณฑ์หลัก 4 ประการ ดังนี้
- วัตถุประสงค์และความเหมาะสม: เช่น เพื่อการศึกษา ไม่ใช่เพื่อการค้า
- ลักษณะของงานลิขสิทธิ์: งานต้องไม่ใช่ต้นฉบับที่มีความสำคัญสูงจนการใช้งานอาจลดคุณค่าของงาน
- ปริมาณและสัดส่วนของการใช้งาน: ใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็น
- ผลกระทบต่อการตลาด: การใช้งานต้องไม่ลดมูลค่าทางเศรษฐกิจของงาน
4. ปริมาณการใช้งานลิขสิทธิ์
ภาพยนตร์และโสตทัศนวัสดุ
- การฉาย: สามารถฉายในชั้นเรียนได้ โดยไม่แสวงหากำไร แต่ต้องใช้สื่อที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง
- การทำสำเนา: ผู้สอนหรือผู้เรียนทำสำเนาได้ในปริมาณจำกัด เช่น ไม่เกิน 10% หรือ 3 นาที
การแพร่เสียงและแพร่ภาพ
- สถาบันศึกษาสามารถใช้เทปบันทึกเสียงหรือวิดีโอได้ภายในระยะเวลา 1 ปีการศึกษา
ดนตรีกรรม
- การทำสำเนา: ไม่เกิน 10% ของงานหรือ 1 ชุดต่อผู้เรียน 1 คน
- การดัดแปลง: ทำได้เพื่อการสอน แต่ต้องไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อร้องหรือคุณลักษณะสำคัญ
- การบันทึก: บันทึกการแสดงเพื่อใช้ในการฝึกซ้อมหรือประเมินผลได้
รูปภาพและภาพถ่าย
- ใช้ได้ไม่เกิน 5 ภาพต่อผู้สร้างสรรค์ หรือ 10% ของจำนวนภาพในงาน
- การดาวน์โหลดเพื่อศึกษาอนุญาตได้ตามขอบเขตเดียวกัน แต่ห้ามอัปโหลดกลับขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต
วรรณกรรมและสิ่งพิมพ์
- การทำสำเนา: 1 บทจากหนังสือ 1 เล่ม หรือ 1 บทความจากวารสาร
- ร้อยแก้ว: ไม่เกิน 2,500 คำ หรือ 10% ของงาน
- ข้อกำหนดเพิ่มเติม: ระบุเจ้าของลิขสิทธิ์บนสำเนาทุกฉบับ และปริมาณที่ใช้ต้องเหมาะสม
การใช้งานลิขสิทธิ์ในการรายงานข่าว
1. ลักษณะการใช้งานลิขสิทธิ์ในการรายงานข่าว
การใช้งานลิขสิทธิ์ในสื่อมวลชน เช่น การทำซ้ำหรือเผยแพร่งานลิขสิทธิ์ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน ยกเว้นกรณีที่เนื้อหานั้นเป็น ข้อเท็จจริงหรือข่าวสารทั่วไป ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ สามารถนำมาใช้ได้โดยเสรี
2. ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (พ.ศ. 2537) มาตรา 32 และ 33 ระบุว่า
- การอ้างอิงบางส่วน เช่น เสียง รูปภาพ หรือข้อความ จากงานลิขสิทธิ์ ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากมีการระบุชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์หรือต้นตอของงาน
- การใช้งานต้องสอดคล้องกับเกณฑ์ การใช้สิทธิเป็นธรรม โดยมีข้อจำกัดดังนี้
– ไม่ขัดต่อการแสวงประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์
– ไม่กระทบสิทธิทางกฎหมายของเจ้าของเกินควร
3. เกณฑ์การพิจารณาใช้งานลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม
- การใช้งานตามปกติในสื่อมวลชน ต้องมีการระบุความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
- ลักษณะของงานลิขสิทธิ์ งานที่ใช้ต้องเหมาะสมกับบริบทการรายงาน
- ปริมาณและสัดส่วนของงานที่ใช้ ใช้เฉพาะที่จำเป็นตามมาตรฐานที่กำหนด (ดูข้อ 4)
- ผลกระทบต่อมูลค่าทางการตลาดของงาน ต้องไม่ทำให้งานสูญเสียรายได้หรือมูลค่า
ตัวอย่าง:
- การรายงานภาพยนตร์: ใช้ได้ไม่เกิน 10% หรือ 3 นาที พร้อมระบุเจ้าของสิทธิ และต้องไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ
- การรายงานหนังสือ: ใช้ได้ไม่เกิน 10% หรือ 1,000 คำ และภาพไม่เกิน 5 ภาพ
- การวิจารณ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์: ใช้ในปริมาณพอสมควร
4. ปริมาณการใช้งานลิขสิทธิ์
- ภาพเคลื่อนไหว: ไม่เกิน 10% หรือ 3 วินาที
- ดนตรีกรรม/มิวสิควิดีโอ: ไม่เกิน 10% หรือ 30 วินาที และห้ามดัดแปลง
- รูปภาพ/ภาพถ่าย: ไม่เกิน 5 ภาพต่อผู้สร้างสรรค์ 1 ราย หรือ 10% ของภาพทั้งหมดในสิ่งพิมพ์
- ข้อความ: ไม่เกิน 10% หรือ 1,000 คำ
- ข้อมูลจากงานรวบรวม: ไม่เกิน 10% หรือ 2,500 รายการ
5. การรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
การใช้งานลิขสิทธิ์ในการรายงานข่าว ต้องระบุข้อมูลเจ้าของสิทธิ เช่น
- ชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้สร้างสรรค์
- ชื่อผลงาน (ถ้ามี)
- แหล่งที่มา (ถ้ามี)
การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ช่วยให้การใช้งานลิขสิทธิ์ในการรายงานข่าวเป็นธรรม และไม่ละเมิดกฎหมาย
การใช้งานลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์
1. ลักษณะการใช้งานลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์: โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ในฐานะ งานวรรณกรรม โดยการคุ้มครองเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนหรือแสดงข้อความ/สัญลักษณ์ลิขสิทธิ์ (เช่น ©) การซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ใช่การซื้อสิทธิลิขสิทธิ์ในงานนั้น แต่เป็นการซื้อ สิทธิในการใช้งาน ภายใต้เงื่อนไขตามสัญญาอนุญาต (License Agreement)
ข้อจำกัดการใช้งาน: ผู้ใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่สามารถกระทำการดัดแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นโปรแกรมที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นของกฎหมายลิขสิทธิ์
หลักการใช้งานที่เป็นธรรม: กฎหมายอนุญาตให้ใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา การวิจัย หรือกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยต้องไม่แสวงหากำไร และไม่กระทบสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร
2. ประเภทของโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการนำมาใช้งาน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็นหลายประเภท โดยแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้งานและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน
โปรแกรมเพื่อการจำหน่ายและแสวงหากำไร
Commercial Software
- โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อจำหน่ายและสร้างรายได้
- ผู้ซื้อได้เพียงสิทธิการใช้งานตามเงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์
- สัญญาอนุญาตกำหนดว่าไม่สามารถดัดแปลง ทำซ้ำ หรือจำหน่ายต่อได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาต
โปรแกรมให้ทดลองใช้
Trial Software (Shareware)
- โปรแกรมที่อนุญาตให้ทดลองใช้ก่อนซื้อ โดยมักมีการจำกัดระยะเวลา
- ผู้ใช้ไม่สามารถใช้โปรแกรมเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์
โปรแกรมที่ให้ใช้โดยไม่แสวงหากำไร
Freeware
- โปรแกรมที่ใช้งานได้ฟรี แต่ยังคงมีลิขสิทธิ์
- อาจดัดแปลงหรือพัฒนาต่อยอดได้โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์
โปรแกรมที่เป็นสาธารณะ
Public Domain Software
- โปรแกรมที่หมดอายุการคุ้มครองหรือเจ้าของสละสิทธิ์ลิขสิทธิ์
- สามารถใช้งาน ทำซ้ำ ดัดแปลง แจกจ่ายต่อได้ ใช้เพื่อการค้าได้โดยไม่มีข้อจำกัด
โปรแกรมที่เปิดเผย souce code
Open-Source Software
- โปรแกรมที่มาพร้อมซอร์สโค้ด เปิดให้ผู้ใช้พัฒนาต่อยอดได้
- มักมีเงื่อนไขที่ต้องระบุที่มาและเงื่อนไขลิขสิทธิ์ของโปรแกรมต้นฉบับ
- ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดใน License เช่น แก้ไขแจกจ่ายได้ตามเงื่อนไข ต้องระบุที่มา license
3. ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์
มาตรา 35 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดข้อยกเว้นที่อนุญาตให้ใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น
- การวิจัยหรือศึกษา รวมถึงการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) เพื่อศึกษาวิธีการเขียนโปรแกรม
- การใช้งานส่วนตัว คือการใช้งานโปรแกรมที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น เล่นเกมโดยไม่แสวงหากำไร
- การวิจารณ์และแนะนำผลงาน เช่น นักวิจารณ์หรือสื่อสามารถนำโปรแกรมมาแสดงตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์ได้
- การรายงานข่าว เช่น สื่อสามารถใช้โปรแกรมเป็นตัวอย่างในการเสนอข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยี
- การทำสำเนาเพื่อป้องกันการสูญหาย เช่น สำรองโปรแกรมเพื่อใช้แทนต้นฉบับเมื่อเกิดความเสียหาย
- การใช้งานในการพิจารณาคดี เช่น ใช้โปรแกรมประกอบการพิจารณาคดีในศาล
- การสอบ เช่น ใช้โปรแกรมในกระบวนการเรียนการสอนหรือการสอบ
- การดัดแปลงในกรณีจำเป็น ดัดแปลงโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์อื่น
- การสำเนาเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน เช่น ห้องสมุด หรือหน่วยงานสาธารณะทำสำเนาเพื่อการค้นคว้าโดยไม่แสวงหากำไร
4. เกณฑ์การพิจารณา
การใช้ลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์แตกต่างจากงานลิขสิทธิ์ทั่วไป โดยพิจารณาจาก
- วัตถุประสงค์ เช่น เพื่อศึกษา วิจัย หรือเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล
- ผลกระทบต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ คือต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์โดยปกติ และไม่กระทบสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร
- สัญญาอนุญาตการใช้งาน คือต้องตรวจสอบข้อกำหนดของแต่ละโปรแกรมประกอบการใช้งาน
ประโยชน์ของ Fair Use
- ส่งเสริมการศึกษาหรือการเรียนรู้
นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ทำงานวิจัยสามารถใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์เพื่อการเรียนการสอนหรือการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ - กระตุ้นการสร้างสรรค์
การที่ผู้คนสามารถใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบต่าง ๆ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ - สนับสนุนการวิจารณ์และการแสดงความคิดเห็น
การใช้ผลงานเพื่อการวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นสามารถทำให้เกิดการพัฒนาหรือปรับปรุงในแง่มุมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ - เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ
โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นข่าวสารหรือข้อมูลสำคัญ การที่สื่อหรือบุคคลสามารถนำข้อมูลบางส่วนมาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ช่วยให้ข้อมูลถูกเผยแพร่ได้เร็วและกว้างขวางขึ้น
🧑⚖️ ตัวอย่าง – การใช้งานโดยชอบธรรม
✅ อาจารย์นำภาพถ่ายหรือข้อความบางส่วนจากหนังสือมีลิขสิทธิ์ มาใช้ในสไลด์ประกอบการสอน
- ใช้เพื่ออธิบายประกอบการเรียนการสอน
- ใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็น เช่น แผนภาพ 1–2 หน้า หรือข้อความบางย่อหน้า
- ใช้ในชั้นเรียนแบบปิด ไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
- ระบุชื่อหนังสือและผู้แต่งอย่างชัดเจน
⚖️ เหตุผลที่ถือว่า “ชอบธรรม”
- ใช้เพื่อการศึกษาโดยสุจริต ไม่หวังผลกำไร
- ไม่กระทบต่อรายได้ของเจ้าของสิทธิอย่างมีนัยสำคัญ
- ใช้เพียงบางส่วน ไม่ใช้ทั้งเล่ม
- มีการอ้างอิงแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม
✅ การวิจารณ์ภาพยนตร์โดยใช้คลิปบางช่วง
🎥YouTuber ทำรีวิวภาพยนตร์ และใส่คลิปประกอบเพียงบางช่วงเพื่ออธิบาย
- คลิปวิดีโอมีการพูดวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นประกอบ
- ใช้เพียงบางตอน ไม่ใช่คลิปเต็มเรื่อง
- ไม่ใช้เพื่อดูหนังฟรีหรือแจกจ่ายหนัง
- ระบุชื่อเรื่องและแหล่งที่มาชัดเจน
⚖️ เหตุผลที่ถือว่า “ชอบธรรม”
- ใช้เพื่อ วิจารณ์และแสดงความคิดเห็น (Comment and Criticism)
- คลิปมีการดัดแปลง (Transformative) และไม่ได้ใช้แทนหนังต้นฉบับ
- ใช้เพียงบางส่วน (Fair Portion)
- ไม่กระทบตลาดของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง
❌ ตัวอย่างกรณีศึกษา – การใช้งานโดยไม่ชอบธรรม
กรณีที่ 1: ใช้เพลงประกอบคลิปโฆษณาโดยไม่ขออนุญาต
🎬 กรณี: เจ้าของร้านค้าใช้เพลงดังในโฆษณาสินค้า (เช่น บน TikTok หรือ Facebook Ads)
- เจ้าของร้านตัดต่อคลิปโฆษณาแล้วใส่เพลงดังประกอบ (ทั้งเพลง หรือบางส่วน)
- ไม่มีการขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือค่ายเพลง
- แม้จะใส่เครดิตหรือชื่อเพลง ก็ยังผิด
⚖️ เหตุผลที่ไม่เข้าข่าย “ใช้งานโดยชอบธรรม”
- เป็นการใช้เพื่อการค้า
- ไม่มีจุดประสงค์เพื่อ “การศึกษา วิจารณ์ หรือรายงานข่าว”
- ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง
- ขาดความจำเป็นในการใช้ (สามารถเลือกเพลงไม่มีลิขสิทธิ์ได้แทน)
✅ วิธีที่ถูกต้อง: ขออนุญาตผ่านลิขสิทธิ์เชิงพาณิชย์จากค่ายเพลง หรือใช้เพลงจากคลัง “royalty-free” แทน
🎬 กรณีที่ 2: คัดลอกบทความจากเว็บไซต์อื่นมาโพสต์ทั้งหน้า
📄 กรณี: บล็อกเกอร์คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์ข่าวหรือวิชาการ โดยไม่ขออนุญาต
- นำบทความทั้งฉบับมาโพสต์บนเว็บไซต์ตัวเองเพื่อสร้าง traffic
- ระบุแหล่งที่มา แต่ไม่มีการตัดทอนหรือวิเคราะห์เพิ่มเติม
- ไม่มีเนื้อหาใหม่หรือจุดมุ่งหมายเปลี่ยนแปลง
⚖️ เหตุผลที่ไม่เข้าข่าย “ใช้งานโดยชอบธรรม”
- ใช้ผลงานเกือบทั้งหมด โดยไม่มีการ “แปลงรูปแบบ” หรือให้บริบทใหม่
- จุดมุ่งหมายเพื่อดึงผู้ชมมาที่เว็บตัวเอง (ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์)
- ไม่ได้ใช้เพื่อการศึกษา วิจารณ์ หรือวิจัย
- แม้จะใส่เครดิต ก็ไม่ได้รับยกเว้นจากความรับผิด
✅ วิธีที่ถูกต้อง: สรุปใจความโดยใช้ภาษาตนเอง, อ้างอิงแหล่งข้อมูล, ใส่ลิงก์กลับต้นทาง
Fair use ไม่ใช่ “ข้อยกเว้นแบบอัตโนมัติ”
ข้อควรระวัง: แม้ว่าการใช้งานบางประเภทจะได้รับการยกเว้นจากกฎหมาย แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่กำหนด หากทำเกินไปก็อาจนำไปสู่ข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ได้ ดังนั้นควรระมัดระวังในกรณีที่มีการใช้ผลงานในเชิงพาณิชย์ หรือการนำผลงานมาประยุกต์ใช้โดยไม่ให้เครดิตเจ้าของลิขสิทธิ์ ควรขออนุญาตอย่างเป็นทางการ หรือใช้เนื้อหาทางเลือกที่ไม่ละเมิด
สรุป
การใช้งานที่เป็นธรรม (Fair Use) ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ การวิจารณ์ และการสร้างสรรค์ ทั้งนี้ การใช้สิทธินี้ต้องไม่ละเมิดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือส่งผลเสียต่อมูลค่าทางการตลาดของผลงาน หากคุณต้องการใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ ลองพิจารณาว่ามันอยู่ในขอบเขตของการใช้งานที่เป็นธรรมหรือไม่ และควรมีการให้เครดิตเจ้าของผลงานอย่างชัดเจน เพื่อให้การใช้สิทธิดังกล่าวเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา
แหล่งที่มา:
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 – กรมทรัพย์สินทางปัญญา
คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม – กรมทรัพย์สินทางปัญญา



