ประเภทของเครื่องหมายการค้า มีอะไรบ้าง รู้ก่อนจดไม่พลาด

เครื่องหมายการค้า มีอะไรบ้าง

หลายคนรู้ว่าต้องจดเครื่องหมายการค้า แต่ไม่รู้ว่าตัวเองควรจด “ประเภทไหน” ซึ่งนั่นแหละคือจุดที่ทำให้หลายธุรกิจเริ่มต้นผิดทาง บทความนี้ AKIP Venture จะพาไปทำความรู้จัก ประเภทของเครื่องหมายการค้า ทั้ง 4 ประเภทตามกฎหมายไทย พร้อมตารางเปรียบเทียบและคำตอบของคำถามที่พบบ่อย เพื่อให้เลือกได้ถูกตั้งแต่วันแรก

Table of Contents

เครื่องหมายการค้าคืออะไร?

ก่อนจะไปดูว่า เครื่องหมายการค้ามีอะไรบ้าง ขอเกริ่นพื้นฐานให้เข้าใจตรงกันก่อน — “เครื่องหมายการค้า” หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการของผู้อื่น ซึ่งอาจรวมถึง ชื่อ, คำ, ข้อความ, ภาพ, โลโก้, รูปทรง, สี, เสียง หรือกลิ่น ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พูดง่าย ๆ คือ “อัตลักษณ์” ที่บอกว่า “สิ่งนี้คือของเรา” และการจดทะเบียนจะทำให้เจ้าของมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายนั้น หากต้องการเข้าใจเครื่องหมายการค้าพื้นฐาน เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ สามารถศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติมได้เลย

 

ประเภทของเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายไทย

หากถามว่า เครื่องหมายการค้าตามกฎหมายไทยมีกี่ประเภท? คำตอบคือมี 4 ประเภทหลัก แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และผู้มีสิทธิใช้ที่แตกต่างกัน มาดูกันทีละประเภท

1. เครื่องหมายการค้า (Trademark)

เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือเครื่องหมายที่ใช้กับ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ โดยตรง เพื่อบ่งบอกว่าสินค้านั้นเป็นของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และแตกต่างจากสินค้าของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นชื่อ โลโก้ ตัวอักษร รูปภาพ หรือสีที่มีลักษณะเฉพาะ

ตัวอย่างที่คุ้นเคย เช่น SINGHA, มาม่า, กระทิงแดง, TOYOTA หรือ Red Bull ล้วนเป็น Trademark ทั้งสิ้น นี่คือประเภทที่ผู้ประกอบการทั่วไปนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึง “การจดแบรนด์”

2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark)

เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้กับงานด้านบริการ เพื่อแยกแยะบริการของผู้ประกอบการรายหนึ่งออกจากบริการของผู้อื่น โดยใช้ในบริบทธุรกิจบริการ

ตัวอย่างเช่น โลโก้สายการบิน Thai Airways, โลโก้ธนาคารกสิกรไทย, FedEx หรือ Hilton ล้วนเป็น Service Mark ธุรกิจที่ไม่ได้ขายสินค้าแต่ให้บริการ เช่น คลินิก สำนักงานกฎหมาย บริษัทที่ปรึกษา หรือโรงแรม ควรพิจารณาประเภทนี้

3. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark)

เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) แตกต่างจาก 2 ประเภทแรกโดยสิ้นเชิง เพราะเจ้าของเครื่องหมายไม่ได้ใช้กับสินค้าหรือบริการของตัวเอง แต่ใช้ ‘รับรองสินค้าหรือบริการของผู้อื่น’ ว่าผ่านมาตรฐานหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น แหล่งกำเนิด คุณภาพ ส่วนประกอบ หรือกระบวนการผลิต

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เครื่องหมาย Halal, มาตรฐาน ISO, เครื่องหมาย อย., เชลล์ชวนชิม, หรือแม่ช้อยนางรำ — เหล่านี้ล้วนเป็น Certification Mark ซึ่งองค์กรผู้ออกเครื่องหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้เมื่อผ่านเกณฑ์เท่านั้น

4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark)

เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรรัฐ/เอกชน เพื่อแสดงว่าสินค้าหรือบริการนั้นมาจากสมาชิกในกลุ่มเดียวกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ตราช้างของ Siam Cement Group (SCG) หรือกลุ่ม Charoen Pokphand (CP) ซึ่งใช้ร่วมกันในหลายบริษัทในเครือ นี่คือประเภทที่เหมาะสมสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีบริษัทลูกหลายแห่ง หรือสมาคมวิชาชีพที่ต้องการแสดงสมาชิกภาพร่วมกัน

 

ประเภทของเครื่องหมายการค้าที่หลายคนเข้าใจผิด หรือยังจดไม่ได้ในไทย

มาทำความเข้าใจรายละเอียดของเครื่องหมายทั้ง 3 ประเภทนี้ให้ชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและข้อควรรู้ที่แตกต่างกัน

เครื่องหมายเสียง (Sound Mark)

ลองนึกถึงตอนที่ได้ยินเสียง “Ta-Dum” แล้วรู้ทันทีว่ากำลังจะรับชมคอนเทนต์บน Netflix — นั่นคือพลังของ เครื่องหมายเสียง (Sound Mark) ซึ่งเป็นการนำเสียงที่มีเอกลักษณ์มาใช้เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ได้โดยไม่ต้องเห็นโลโก้เลย 

ในประเทศไทย เครื่องหมายประเภทนี้ถือว่า ‘จดทะเบียนได้แล้ว’ โดยต้องบรรยายลักษณะเสียงอย่างชัดเจนและแนบไฟล์เสียงตัวอย่างประกอบคำขอ ถือเป็นโอกาสที่แบรนด์ไทยหลายเจ้ายังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

เครื่องหมายกลิ่น (Smell Mark)

กลิ่นก็สามารถเป็นเครื่องหมายการค้าได้ — หากเป็นกลิ่นเฉพาะ ที่ไม่ใช่กลิ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของสินค้านั้นอยู่แล้ว ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงในระดับสากลคือ กลิ่นวานิลลาในยางลบ ซึ่งได้รับการจดทะเบียนในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยในตอนนี้ การจดทะเบียนประเภทนี้ยังไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เครื่องหมายต้องแสดงออกในรูปแบบที่ชัดเจนได้ ซึ่งกลิ่นยังเป็นโจทย์ที่ยากเกินไปในขณะนี้

⚠️ แม้กฎหมายไทยจะไม่ได้ห้ามเครื่องหมายกลิ่นไว้โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีกลไกรองรับการยื่นจดที่ชัดเจน

เครื่องหมายรูปลักษณ์ (Trade Dress)

เครื่องหมายรูปลักษณ์ (Trade Dress) พูดถึงภาพรวมของรูปลักษณ์ภายนอกที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกได้ทันทีว่า “นี่คือแบรนด์นั้น” ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงขวดที่โค้งเว้าจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของโค้ก หรือบรรยากาศและสไตล์ภายในร้านที่ทำให้รู้ว่าเดินเข้ามาใน Starbucks โดยไม่ต้องเห็นป้าย 

ในหลายประเทศ Trade Dress สามารถจดคุ้มครองได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีความบ่งเฉพาะเพียงพอ สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

 

เปรียบเทียบประเภทของเครื่องหมายการค้า

เพื่อให้เห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น นี่คือตารางเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าทั้ง 7 ประเภท

ประเภทใช้กับอะไรใครเป็นเจ้าของ / สถานะในไทยตัวอย่างการใช้งานเหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เครื่องหมายการค้า (Trademark)สินค้า / ผลิตภัณฑ์บุคคล / บริษัท เจ้าของสินค้ามาม่า, TOYOTA, Red Bullผู้ผลิต, SME, ผู้ส่งออกสินค้า
เครื่องหมายบริการ (Service Mark)งานบริการบุคคล / บริษัท เจ้าของธุรกิจบริการThai Airways, ธ.กสิกรไทย, FedExคลินิก, โรงแรม, สายการบิน
เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark)รับรองสินค้า/บริการองค์กรผู้ออกมาตรฐานHalal, ISO, อย., เชลล์ชวนชิมหน่วยงานรัฐ, สมาคม, องค์กรมาตรฐาน
เครื่องหมายร่วม (Collective Mark)สินค้า/บริการของกลุ่มบริษัทกลุ่มบริษัท / สมาคมSCG, CP Groupบริษัทกลุ่ม, มหาวิทยาลัย, สมาคมวิชาชีพ
เครื่องหมายเสียง (Sound Mark)เสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์✅ จดทะเบียนได้ในไทย (ต้องแนบไฟล์เสียงประกอบ)เสียง Ta-Dum ของ Netflix, เพลงรถไอศกรีม Wall’s
เครื่องหมายกลิ่น (Smell Mark)กลิ่นเฉพาะ ที่ไม่ใช่กลิ่นตามธรรมชาติของสินค้า⚠️ ยังไม่รองรับในทางปฏิบัติกลิ่นวานิลลาในยางลบ
เครื่องหมายรูปลักษณ์ (Trade Dress)รูปลักษณ์ภายนอกของสินค้าหรือสถานที่บริการ⚠️ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปรูปทรงขวดโค้ก, สไตล์ร้าน Starbucks

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับประเภทของเครื่องหมายการค้า

ก่อนตัดสินใจยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หลายคนมักมีข้อสงสัยที่คล้ายกันอยู่ไม่กี่ข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนประเภทที่จดได้ ผลของการเลือกผิด หรือขอบเขตความคุ้มครองที่ได้รับ รวบรวมไว้ให้แล้วที่นี่

1. ธุรกิจเดียวสามารถจดเครื่องหมายการค้าได้มากกว่า 1 ประเภทหรือไม่?

ได้ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเลือกประเภทเดียว ธุรกิจที่ทั้งผลิตสินค้าและให้บริการสามารถจดทั้ง เครื่องหมายการค้า (Trademark) สำหรับสินค้า และ เครื่องหมายบริการ (Service Mark) สำหรับงานบริการได้พร้อมกัน ซึ่งจะช่วยให้ได้รับความคุ้มครองครอบคลุมทั้ง 2 ด้าน

2. หากเลือกประเภทเครื่องหมายการค้าผิด จะมีผลอย่างไร?

อาจส่งผลให้คำขอจดทะเบียนถูกปฏิเสธ หรือได้รับความคุ้มครองที่ไม่ตรงกับการใช้งานจริง ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเกิดการละเมิดในรูปแบบที่ไม่ได้ครอบคลุม อาจเรียกร้องสิทธิได้ยากขึ้น ดังนั้น ควรพิจารณาลักษณะธุรกิจให้ชัดเจนก่อนยื่นคำขอ หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

3. เครื่องหมายการค้าหนึ่งรายการ ใช้คุ้มครองได้กี่สินค้า หรือกี่บริการ?

เครื่องหมายการค้า 1 คำขอ ครอบคลุมได้หลายประเภทสินค้าหรือบริการในรายการที่ยื่น โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำแนกรายการสินค้าหรือบริการออกเป็น 45 จำพวก (Class) ตามระบบนีซ (Nice Classification) หากต้องการคุ้มครองหลายจำพวก ต้องยื่นแยกคำขอในแต่ละจำพวก หรือยื่นรวมในหนึ่งคำขอพร้อมระบุหลายจำพวก ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมตามจำนวนจำพวก

4. เครื่องหมายการค้า กับ เครื่องหมายบริการ ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่สิ่งที่นำไปใช้ เครื่องหมายการค้า (Trademark) ใช้กับสินค้า เช่น อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ เครื่องหมายบริการ (Service Mark) ใช้กับงานบริการ เช่น บริการขนส่ง บริการทางการเงิน บริการด้านการศึกษา หรือบริการด้านสุขภาพ โดยกระบวนการจดทะเบียนทั้งสองประเภทใช้แบบฟอร์มเดียวกัน แต่ระบุประเภทสินค้าหรือบริการต่างกัน

 

สรุป

การรู้จัก ประเภทของเครื่องหมายการค้า ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องหมายการค้า, เครื่องหมายบริการ, เครื่องหมายรับรอง และ เครื่องหมายร่วม ไม่ใช่เรื่องของนักกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจ นักวิจัย มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานรัฐทุกแห่งควรรู้ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการคุ้มครองแบรนด์ของตัวเอง เลือกประเภทให้ถูก จะช่วยให้กระบวนการคุ้มครองแบรนด์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น สามารถศึกษาขั้นตอนการจดเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติมได้ทันที หรือหากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของตัวเองควรจดประเภทไหน ทีม AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้น “ฟรี”

ข้อมูลติดต่อ AKIP Venture

โทร: 065-989-9815

อีเมล: contact.akip@gmail.com 

LINE: @akipventure

Facebook: https://www.facebook.com/akipventure/