จดลิขสิทธิ์โลโก้หรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า? สรุปวิธีจดและขั้นตอนที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้

จดลิขสิทธิ์โลโก้

โลโก้คือหน้าตาของธุรกิจคุณ แต่รู้หรือไม่ว่า แค่มีโลโก้สวย อาจยังไม่เพียงพอในเชิงกฎหมาย

แม้โลโก้บางแบบจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่การคุ้มครองลักษณะนี้มีข้อจำกัด และอาจไม่ครอบคลุมถึงการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างชัดเจน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายธุรกิจเลือก จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้มีสิทธิทางกฎหมายที่ชัดเจน และสามารถป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำโลโก้ไปใช้กับสินค้าหรือบริการที่ใกล้เคียงกันได้ แล้วระหว่าง จดลิขสิทธิ์โลโก้ กับ จดทะเบียนโลโก้เป็นเครื่องหมายการค้า มีความแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนก่อน?

ทำไมต้องจดลิขสิทธิ์โลโก้? เหตุผลที่แบรนด์ใหญ่ไม่เคยละเลย

ก่อนจะพูดถึงวิธีการ เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมแบรนด์ชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศถึงให้ความสำคัญกับการปกป้องโลโก้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว เพราะเหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับมูลค่าทางธุรกิจโดยตรง

ป้องกันการลอกเลียนแบบ

ป้องกันการลอกเลียนแบบ

มีสิทธิดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันทีหากพบการละเมิด

เพิ่มมูลค่า Brand Asset

สามารถทำแฟรนไชส์หรือขายสิทธิการใช้งานโลโก้ได้อย่างถูกต้อง

สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

สัญลักษณ์ ® หรือการจดทะเบียน แสดงว่าคุณคือ “เจ้าของสิทธิอย่างถูกต้อง” ในตลาด

ตัดปัญหาถูกฟ้องกลับ

หากโลโก้ของคุณไปเหมือนหรือคล้ายกับของคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ การตรวจสอบก่อนการยื่นจดช่วยป้องกันได้

เคลียร์ให้ชัด! ลิขสิทธิ์ vs เครื่องหมายการค้า ต่างกันอย่างไร?

ก่อนจะตัดสินใจว่าจะ จดลิขสิทธิ์โลโก้ หรือจะ จดทะเบียนโลโก้เป็น เครื่องหมายการค้า สิ่งที่ต้องรู้ก่อนคือทั้งสองรูปแบบนี้คุ้มครองคนละมิติ และในหลายกรณีก็ควรทำทั้งคู่

ประเด็น

ลิขสิทธิ์

เครื่องหมายการค้า 

การคุ้มครองเกิดขึ้นเมื่อไหร่

เกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างสรรค์ผลงาน

ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

คุ้มครองอะไร

งานสร้างสรรค์ เช่น งานศิลปะ งานออกแบบโลโก้ (คุ้มครอง “ตัวผลงาน”)

โลโก้/ชื่อแบรนด์ที่ใช้แยกสินค้าและบริการ (คุ้มครอง “การใช้ในธุรกิจ”)

ระยะเวลาการคุ้มครอง

โดยทั่วไป ตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์ + 50 ปี

10 ปี ต่ออายุได้ไม่จำกัด

ใช้ฟ้องร้องได้เมื่อไหร่

เมื่อมีการคัดลอก ดัดแปลง หรือใช้ผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อมีการใช้เครื่องหมายเหมือนหรือคล้าย จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในตลาด

สรุปความคุ้มครอง โลโก้แบบไหนควรจดอะไร?

หากโลโก้ของคุณมีองค์ประกอบทางศิลปะสูง เช่น ภาพวาดเฉพาะตัว อักษรศิลป์ที่ออกแบบพิเศษ การจดลิขสิทธิ์โลโก้ จะช่วยคุ้มครองงานสร้างสรรค์นั้นได้ทันที แต่ถ้าคุณต้องการสิทธิผูกขาดในการใช้โลโก้นั้นในเชิงพาณิชย์และฟ้องร้องผู้ที่ใช้เครื่องหมายเหมือนหรือคล้ายในตลาดเดียวกัน การจดทะเบียนโลโก้ เป็นเครื่องหมายการค้าคือสิ่งที่ขาดไม่ได้

วิธีการจดทะเบียนโลโก้ Step by Step ฉบับอัปเดต 2569

Step1.

ตรวจสอบความเหมือนคล้าย (Trademark Search)

ก่อนยื่นคำขอ ต้องค้นหาฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามีเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันอยู่แล้วหรือไม่ หากข้ามขั้นตอนนี้ มีความเสี่ยงที่คำขอจะถูกปฏิเสธ เนื่องจากอาจเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่จดทะเบียนแล้ว

Step2.

เตรียมเอกสารและจัดกลุ่มจำพวกสินค้า (Class)

ระบุว่าโลโก้ของคุณจะใช้กับสินค้า/บริการประเภทใด ตามระบบ Nice Classification ซึ่งมี 45 จำพวก เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม บริการซอฟต์แวร์ การเลือกจำพวกให้ครบและถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก

Step3.

ยื่นคำขอออนไลน์ (e-Filing) ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ปัจจุบันสามารถยื่นคำขอผ่านระบบ e-Filing ที่ ipthailand.go.th ได้เลย ไม่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารที่สำนักงาน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มาก

Step4.

ติดตามผลและการประกาศโฆษณา

หลังยื่นคำขอ นายทะเบียนจะพิจารณาและประกาศโฆษณา 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นคัดค้าน หากไม่มีการคัดค้าน จะได้รับหนังสือสำคัญการจดทะเบียนโลโก้

ข้อควรรู้เรื่องระยะเวลาการจดทะเบียน

เรื่องระยะเวลาและการต่ออายุเป็นสิ่งที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้ตั้งแต่เริ่ม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการใช้โลโก้ในระยะยาว หลายธุรกิจมักเข้าใจว่าจดทะเบียนครั้งเดียวจบ แต่ในความเป็นจริง เครื่องหมายการค้ามีอายุจำกัด และต้องมีการต่ออายุอย่างสม่ำเสมอ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ระยะเวลาในการพิจารณาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย โดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 8–18 เดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเครื่องหมายและขั้นตอนการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นควรวางแผนล่วงหน้า โดยเฉพาะหากมีแผนเปิดตัวแบรนด์หรือทำการตลาด

 

จดครั้งเดียวคุ้มครองกี่ปี? และการต่ออายุล่วงหน้า

เมื่อคุณจดทะเบียนโลโก้เป็นเครื่องหมายการค้าสำเร็จแล้ว จะได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 10 ปีนับจากวันที่ยื่นคำขอ (ไม่ใช่วันที่อนุมัติ) ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด

หลังจากครบ 10 ปี สามารถต่ออายุได้ทุก ๆ 10 ปี โดยไม่มีการจำกัดจำนวนครั้ง ทำให้เครื่องหมายการค้าสามารถคุ้มครองแบรนด์ได้ในระยะยาว หากมีการต่ออายุอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการต่ออายุ กฎหมายกำหนดให้สามารถยื่นคำขอล่วงหน้าได้ภายใน 90 วันก่อนวันหมดอายุ และหากพลาดช่วงเวลาดังกล่าว ยังสามารถยื่นต่ออายุย้อนหลังได้ภายใน 6 เดือนหลังวันหมดอายุ แต่จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (ค่าปรับ)

อย่างไรก็ตาม หากไม่ดำเนินการต่ออายุภายในระยะเวลาที่กำหนด สิทธิในเครื่องหมายการค้าจะสิ้นสุดลง และอาจต้องเริ่มกระบวนการจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงที่ผู้อื่นอาจนำเครื่องหมายไปจดก่อน

 

 

เทคนิคการออกแบบโลโก้ให้ “จดผ่าน” เพิ่มโอกาสในรอบเดียว

แม้ว่าขั้นตอนจะสำคัญ แต่การออกแบบโลโก้ก็มีผลโดยตรงต่อการผ่านการพิจารณา โลโก้ที่มีโอกาสจดผ่านสูง มักจะมีความแตกต่างและไม่สื่อความหมายทั่วไป เช่น ไม่ใช้คำทั่วไปอย่าง Best, Quality หรือรูปทรงที่พบได้บ่อยในตลาด

อีกเทคนิคคือการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น การผสมคำ การใช้ฟอนต์เฉพาะ หรือการออกแบบที่มี Story ของแบรนด์ จะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านได้มากขึ้น

ที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการลอกหรืออ้างอิงดีไซน์จากแบรนด์ดัง เพราะระบบตรวจสอบในปัจจุบันมีความละเอียดสูง และสามารถตรวจจับความคล้ายได้ง่าย

มีความแตกต่าง

โลโก้ต้องมีเอกลักษณ์ ไม่เป็นคำสามัญหรือรูปทั่วไปที่ใครก็ใช้ เช่น วงกลมธรรมดาหรือดาว 5 แฉกเปล่า ๆ

ไม่ทำให้สับสน

ต้องไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่ผู้อื่นจดทะเบียนแล้วในจำพวกเดียวกัน ยิ่งดูต่างมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผ่านง่าย

ไม่ขัดกฎหมาย

ไม่ใช้สัญลักษณ์รัฐ ธงชาติ หรือเครื่องหมายที่หลอกลวงผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพหรือแหล่งกำเนิดสินค้า

สรุป

การจดลิขสิทธิ์โลโก้และการจดทะเบียนโลโก้เป็นเครื่องหมายการค้า ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของธุรกิจอีกต่อไป ทั้งสองรูปแบบช่วยเสริมกัน ทำให้แบรนด์ของคุณปลอดภัยทั้งในด้านงานสร้างสรรค์และในเชิงพาณิชย์ ยิ่งเริ่มต้นเร็ว ยิ่งได้เปรียบ เพราะในโลกธุรกิจ ใครยื่นจดก่อนคือผู้มีสิทธิก่อน หากยังไม่แน่ใจว่าควรจดแบบไหน หรือต้องการตรวจสอบว่าโลโก้ของคุณพร้อมสำหรับการจดทะเบียนหรือยัง ทีมผู้เชี่ยวชาญของ AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี

คุ้มครองโลโก้ให้เหมาะสม ทั้งด้านลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า

โลโก้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างภาพจำและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ การเลือกแนวทางคุ้มครองโลโก้ให้เหมาะสมจึงควรพิจารณาทั้งในด้านลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานและเป้าหมายของธุรกิจ

📩 ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา AKIP Venture ฟรี!

โทร: 065-989-9815

อีเมล: contact.akip@gmail.com 

LINE: @akipventure

Facebook: https://www.facebook.com/akipventure/