กฎหมาย AI และลิขสิทธิ์ในประเทศไทย สรุปประเด็นสำคัญที่คนยุคดิจิทัลต้องรู้

AI สร้างงานได้แต่ใครเป็นเจ้าของ

AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิตประจำวันของทั้งนักศึกษา นักวิจัย และนักธุรกิจไปแล้ว แต่ในขณะที่เราคลิกปุ่ม Generate อย่างง่ายดาย คำถามสำคัญที่หลายคนยังสงสัยคือ ผลงานที่ได้มานั้น “เป็นของใครกันแน่?” และเรากำลังเสี่ยงทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ 

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกฎหมาย AI และลิขสิทธิ์ในบริบทของประเทศไทยแบบตรงไปตรงมา อธิบายให้เข้าใจง่าย โดยไม่ต้องปวดหัวกับศัพท์กฎหมาย

ลิขสิทธิ์ AI ใครคือเจ้าของผลงานที่แท้จริง?

ก่อนจะตอบว่าใครเป็นเจ้าของ ต้องเข้าใจก่อนว่า ลิขสิทธิ์ AI ในกรอบกฎหมายไทยยังเป็นพื้นที่สีเทาที่ยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะรองรับ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมระบุว่าผู้สร้างสรรค์ต้องเป็น “บุคคลธรรมดา” ซึ่งหมายความว่า AI ในฐานะซอฟต์แวร์ไม่มีสถานะเป็น “ผู้สร้างสรรค์” ตามกฎหมายได้

 

ผลงานที่สร้างโดย AI ล้วน ๆ จดลิขสิทธิ์ได้ไหม?

ผลงานจาก AI ยังไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้ หากผลงานถูกสร้างโดย AI ล้วน ๆ โดยที่มนุษย์ไม่ได้มีส่วนร่วมในเชิงสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญ

กฎหมายไทยในปัจจุบันยังคุ้มครองเฉพาะผลงานที่มีมนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์เท่านั้น หากปล่อยให้ AI สร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดโดยไม่มีการปรับแก้หรือใส่ไอเดียเพิ่มเติมจากมนุษย์ งานนั้นอาจไม่ถูกนับว่าเป็นผลงานที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์

แนวทางนี้สอดคล้องกับหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีแนวปฏิบัติชัดเจนว่า งานที่ไม่มี “มนุษย์เป็นผู้สร้าง” จะไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

 

เงื่อนไขการใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง

หากต้องการให้ผลงานที่สร้างร่วมกับ AI มีโอกาสได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้สร้างควรมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างสรรค์ และสามารถแสดงให้เห็นถึงการใช้ความคิดริเริ่มของตนเองอย่างชัดเจน เช่น การกำหนดแนวทางหรือคำสั่ง (Prompt) การคัดเลือก ตัดต่อ หรือปรับแต่งผลงานในลักษณะที่ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ หรือการนำผลลัพธ์จาก AI มาผสมผสานกับผลงานที่สร้างขึ้นเอง

ข้อควรระวังด้านกฎหมายเมื่อใช้ AI ทำงาน

 

การละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นในการนำข้อมูลมาเทรน AI 

ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันทั่วโลก เมื่อบริษัทพัฒนา AI นำข้อมูล เช่น บทความ ภาพ หรือโค้ดของผู้อื่น ไปใช้เทรนโมเดลโดยไม่ได้ขออนุญาต ซึ่งนำไปสู่คดีฟ้องร้องในสหรัฐฯ และยุโรปอย่างต่อเนื่อง

แม้ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะ แต่การนำผลงานของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ดังนั้น องค์กรที่พัฒนา หรือปรับแต่งโมเดล AI เอง ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและสิทธิในการใช้งานอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎหมายในอนาคต

ความรับผิดชอบทางกฎหมายเมื่อ AI สร้างความเสียหายหรือข้อมูลเท็จ 

เมื่อ AI สร้างข้อมูลผิดพลาดจนก่อให้เกิดความเสียหาย คำถามสำคัญคือ “ใครต้องรับผิด?”

ในประเทศไทยปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดความรับผิดของ AI โดยตรง แต่หากเกิดความเสียหายจากการใช้งาน AI ความรับผิดมักพิจารณาตามกฎหมายเดิม เช่น กฎหมายแพ่งหรือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ผู้ใช้งาน หรือผู้ที่นำ AI ไปให้บริการมากกว่าบริษัทผู้พัฒนา

ทั้งนี้ ความรับผิดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะการใช้งาน ข้อกำหนดในสัญญา และการควบคุมดูแลระบบ AI ว่ามีความรอบคอบเพียงใด

 

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กับการประมวลผลด้วย AI

การนำ AI มาใช้งานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นระบบ Chatbot บริการลูกค้า, อัลกอริทึมแนะนำสินค้าหรือการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ล้วนเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) อย่างเคร่งครัด

  1. การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล PDPA ให้สิทธิเจ้าของข้อมูลอย่างชัดเจน ซึ่งองค์กรต้องจัดเตรียมระบบรองรับเมื่อใช้ AI
  • สิทธิในการคัดค้าน: เจ้าของข้อมูลมีสิทธิคัดค้านการประมวลผลเพื่อการตลาดหรือการวิเคราะห์พฤติกรรม
  • สิทธิในการตัดสินใจโดยมนุษย์: หาก AI มีการตัดสินใจที่เป็นผลลัพธ์สำคัญต่อบุคคล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องขอให้มีมนุษย์เป็นผู้ทบทวนผลลัพธ์นั้น ไม่ควรให้ AI ตัดสินใจโดยลำพัง 100%

2.หน้าที่ขององค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล ในทางกฎหมาย เมื่อองค์กรนำ AI มาใช้ประมวลผลข้อมูลลูกค้าหรือพนักงาน องค์กรมีหน้าที่สำคัญดังนี้

  • การแจ้งวัตถุประสงค์: ต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีการใช้ AI ในการประมวลผลข้อมูลอย่างไร และผลลัพธ์ของ AI จะถูกนำไปใช้ในลักษณะใด
  • การกำหนดฐานกฎหมาย: ต้องระบุฐานการประมวลผลที่เหมาะสม เช่น ฐานความยินยอมสำหรับการทำ Marketing เฉพาะบุคคล หรือ ฐานผลประโยชน์อันชอบธรรม สำหรับการรักษาความปลอดภัยของระบบ
  • มาตรการความมั่นคงปลอดภัย: องค์กรต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ AI จะไม่รั่วไหล หรือถูกนำไปใช้นอกเหนือขอบเขตที่แจ้งไว้ โดยเฉพาะการใช้ AI ของผู้ให้บริการภายนอก 
  1. ความเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจาก PDPA แล้ว การใช้ AI ยังมีกรอบกฎหมายอื่นที่ต้องระวัง
  • พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์: หาก AI ถูกนำไปใช้สร้างข้อมูลปลอมหรือนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือนจนสร้างความเสียหาย องค์กรอาจมีความผิดในฐานะผู้นำเข้าหรือเผยแพร่ข้อมูล
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์: หากระบบ AI ทำงานผิดพลาดจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน องค์กรอาจต้องรับผิดชอบฐานละเมิด และชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

 

แนวทางการปรับตัวสำหรับธุรกิจและ Creator

การทำ AI Policy ภายในองค์กรเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

ทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ควรมีนโยบายการใช้ AI ภายในองค์กรที่ชัดเจน เพื่อกำหนดแนวทางการใช้งานอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

นโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น ขอบเขตการใช้งาน AI การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมาย การตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้งานหรือเผยแพร่ รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาด

การมี AI Policy ที่ชัดเจนไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจให้กับลูกค้า ผู้ใช้งาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรอีกด้วย

วิธีแสดงหลักฐานการสร้างสรรค์เพื่อยืนยันสิทธิในผลงาน

สำหรับ Creator และนักวิจัย การเก็บบันทึกกระบวนการสร้างสรรค์ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง ควรเก็บหลักฐานต่าง ๆ เช่น ไอเดียหรือร่างเริ่มต้น ประวัติการแก้ไข ขั้นตอนการทำงาน คำสั่ง (Prompt) ที่ใช้ รวมถึงไฟล์ในแต่ละเวอร์ชันเอาไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ หากเกิดข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ในอนาคต หลักฐานเหล่านี้จะช่วยยืนยันได้ว่าคุณมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานอย่างแท้จริง และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายและลิขสิทธิ์ AI

1.เขียน Prompt ยาว ๆ ถือเป็นเจ้าของงานไหม?
การเขียน Prompt เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าคุณเป็นเจ้าของผลงานตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย อย่างไรก็ตาม หาก Prompt มีความซับซ้อนสูง และคุณยังทำการคัดเลือก ปรับแต่ง หรือผสมผสานกับผลงานของตัวเองเพิ่มเติม ก็อาจทำให้สิทธิในผลงานนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับการตีความของหน่วยงานและแนวทางของศาลในอนาคต

2.ถ้า AI ละเมิดลิขสิทธิ์ ใครต้องรับผิดชอบ?
ตามกฎหมายปัจจุบัน AI ไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่สามารถรับผิดได้ด้วยตัวเอง ความรับผิดมักอยู่ที่ผู้ใช้งาน (โดยเฉพาะหากนำไปใช้ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่าเสี่ยงละเมิด) และในบางกรณีอาจรวมถึงผู้พัฒนา AI หากพิสูจน์ได้ว่าระบบมีปัญหาโดยตรง

3.ข้อมูลที่ใส่เข้าไปใน AI ปลอดภัยไหม?
ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ AI และเงื่อนไขการใช้งาน หากเป็น AI สาธารณะ ข้อมูลที่ใส่เข้าไปอาจถูกนำไปใช้พัฒนาระบบต่อได้ ดังนั้นไม่ควรใส่ข้อมูลลับ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลธุรกิจที่สำคัญโดยไม่ตรวจสอบนโยบายให้ดี

4.องค์กรจำเป็นต้องมี AI Policy ไหม?

แม้กฎหมายไทยยังไม่ได้บังคับโดยตรง แต่การมี AI Policy ภายในองค์กรถือเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และทำให้การใช้งาน AI เป็นระบบและตรวจสอบได้

 

สรุป

กฎหมาย AI และลิขสิทธิ์ AI ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงพัฒนา และหลายประเด็นยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่การรอให้กฎหมายออกมาครอบคลุมทุกประเด็นก่อนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด

ทั้งองค์กร นักวิจัย และ Creator ควรเริ่มวางแนวทางการใช้ AI ให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายภายใน การจัดการข้อมูล หรือการเก็บหลักฐานการสร้างสรรค์ เพราะเมื่อกฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้ที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าจะได้เปรียบเสมอ

ใช้ AI สร้างผลงานอย่างมั่นใจ พร้อมวางแผนคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้ถูกต้อง

การใช้ AI ในการสร้างภาพ เพลง วิดีโอ บทความ หรือคอนเทนต์รูปแบบต่าง ๆ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน แต่ก็มาพร้อมประเด็นที่ควรพิจารณาเรื่องลิขสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของผลงาน และการนำผลงานไปใช้ต่อในเชิงธุรกิจ หากคุณเป็นครีเอเตอร์ เจ้าของแบรนด์ หรือองค์กรที่ใช้ AI ในการผลิตคอนเทนต์ AKIP Venture พร้อมให้คำปรึกษาด้านลิขสิทธิ์ การตรวจสอบความเสี่ยง และการวางแนวทางดูแลผลงานให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ข้อมูลติดต่อ AKIP Venture

โทร: 065-989-9815

อีเมล: contact.akip@gmail.com 

LINE: @akipventure

Facebook: https://www.facebook.com/akipventure/